นโยบายบริษัท

นโยบายบริษัท

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

หากไม่มีเหตุจำเป็นอื่นใดและการจ่ายเงินปันผลนั้นไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี และสำรองตามกฎหมายโดยพิจารณาจากงบการเงินรวมซึ่งบริษัทต้องมีกำไรสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการที่เพียงพอสำหรับจ่ายเงินปันผลนั้น ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลให้นำปัจจัยต่างๆ มาประกอบการพิจารณา เช่น ผลการดำเนินงานในอนาคต ฐานะทางการเงิน สภาพคล่อง แผนการขยายงาน และภาวะทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นหรือความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทในกรณีที่เป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อย

บริษัทย่อยมิได้กำหนดอัตราการจ่ายปันผลที่แน่นอนขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนในอนาคตของกลุ่มบริษัทและแผนการจ่ายเงินปันผลของบริษัทแม่ บริษัทย่อยจ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่โดยพิจารณาจากกำไรสะสมและกระแสเงินสดคงเหลือของบริษัทย่อย

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

นโยบายการทำรายการระหว่างกัน รวมถึงการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

1.มาตรการหรือขั้นตอนการอนุมัติรายการระหว่างกัน

บริษัทได้มีการกำหนดมาตรการและขั้นตอนการทำรายการระหว่างกัน โดยให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎระเบียบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

  1. การทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน บริษัทจะทำรายการเสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอก (Arm’s Length Basis) โดยจะพิจารณาเปรียบเทียบราคาสินค้าหรือบริการกับบุคคลภายนอก ซึ่งจะต้องเป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท หรืออาจใช้รายงานของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เช่น ผู้ประเมินอิสระ ผู้สอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาทำการเปรียบเทียบราคา
  2. บริษัทจะพิจารณาการทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน เงื่อนไข ข้อจำกัด และการอนุมัติ ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่อาจมีความขัดแย้งหรือมีส่วนได้เสียในการทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน จะไม่มีสิทธิออกเสียงหรือมีส่วนร่วมในการอนุมัติรายการนั้นๆ
  3. กรณีที่การทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการทำธุรกรรมที่เป็นข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่วิญญูชนจะพึงกระทำกับคู่สัญญาทั่วไปในสถานการณ์เดียวกัน เป็นไปตามเงื่อนไขการค้าปกติ ด้วยอำนาจต่อรองทางการค้าที่ปราศจากอิทธิพลในการที่ตนมีสถานะเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี จะต้องขออนุมัติหลักการ และวงเงินในการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริษัทฯ ก่อนการทำรายการ หรือต้องเป็นไปตามหลักการที่คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติไว้แล้ว
  4. บริษัทจะจัดทำรายงานสรุปการทำรายการระหว่างกัน รายการที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อรายงานในที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทุกไตรมาส หรือตามความประสงค์ของคณะกรรมการตรวจสอบ
  5. คณะกรรมการตรวจสอบจะเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเข้าทำรายการ ความจำเป็น ความสมเหตุสมผล และความเหมาะสมด้านราคาและอัตราค่าตอบแทนของรายการดังกล่าว โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทและ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามแต่กรณี ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้น บริษัทจะจัดให้มีบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษที่เป็นอิสระจากบริษัทและบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง เช่น ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคาอิสระ หรือสำนักงานกฎหมาย เป็นต้น เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการระหว่างกันดังกล่าว ความเห็นของบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษจะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี
  6. บริษัทจะเปิดเผยรายการระหว่างกันไว้ใน หมายเหตุประกอบงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบหรือสอบทานโดยผู้สอบบัญชี และ/หรือ แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และ/หรือรายงานประจำปี (แบบ 56-2) และตามหลักเกณฑ์ของ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  7. บริษัทจะจัดให้มีมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และสอบทาน การทำรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการระหว่างกันตามแผนงานตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบภายในของบริษัท ซึ่งรายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

2.นโยบายหรือแนวโน้มการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

หากบริษัทมีการเข้าทำรายการระหว่างกันในอนาคต บริษัทจะปฏิบัติตามมาตรการการอนุมัติรายการระหว่างกันตามข้อ 1 โดยการเข้าทำรายการระหว่างกันของบริษัทในอนาคตนั้น จะเป็นรายการตามปกติธุรกิจ ที่มีเงื่อนไขทางการค้าและเกณฑ์ตามที่ตกลงกันตามปกติธุรกิจ ไม่มีการถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่างบริษัทกับกิจการที่เกี่ยวข้องและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (เกิน 10%) ส่วนนโยบายการกำหนดราคาระหว่างบริษัทกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันนั้น จะกำหนดจากราคาตามปกติของธุรกิจ เช่นเดียวกับที่กำหนดให้กับบุคคลหรือกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน สำหรับราคาสินค้าที่ซื้อจากบริษัทย่อย จะเป็นไปตามราคาขายของบริษัทย่อยที่กำหนดจากราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มโดยเทียบเคียงได้กับราคาตลาด ทั้งนี้ บริษัทจะให้คณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเข้าทำรายการ ความจำเป็น ความสมเหตุสมผล และความเหมาะสมด้านราคาและอัตราค่าตอบแทนของรายการดังกล่าว ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้น บริษัทจะจัดให้มีบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษที่เป็นอิสระจากบริษัท และบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง เช่น ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคาอิสระ หรือสำนักงานกฎหมาย เป็นต้น เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการระหว่างกันดังกล่าว ความเห็นของบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษจะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี เพื่อให้มีความมั่นใจว่าการเข้าทำรายการดังกล่าวจะไม่เป็นการยักย้าย หรือถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่างบริษัท หรือบริษัทย่อย หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งของบริษัท หรือบริษัทย่อย และบริษัทจะเปิดเผยรายการระหว่างกัน และรายการที่เกี่ยวโยงกันตามกฎเกณฑ์ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือ กิจการที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งกำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี

รายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้น กรรมการและผู้บริหารของบริษัทจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการอนุมัติรายการรายการใดๆ ที่ตนเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องข้อง เข้าไปมีส่วนได้เสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใด โดยบริษัท จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการทำรายการเกี่ยวโยงกันและการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัทฯ และตามมาตรฐานบัญชีโดยเคร่งครัด

นโยบายการทำรายการระหว่างกัน รวมถึงการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

นโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการรายงานส่วนได้เสีย

ตามที่คณะกรรมการบริษัทกำหนดให้มี “คู่มือ จรรยาบรรณธุรกิจและข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน” เพื่อให้บุคลากรทุกระดับได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติงานนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรของบริษัท ได้รับทราบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีการปฏิบัติที่ขัดกับนโยบายและมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทบุคลากรทุกระดับจึงต้องปฏิบัติตามนโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และคู่มือตามจรรยาบรรณธุรกิจ ในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัท โดยกำหนดแนวปฏิบัติไว้ ดังนี้

  1. กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานพึงหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ว่าจะเกิดจากการติดต่อกับผู้เกี่ยวข้องทางการค้าของบริษัท เช่น คู่ค้า ลูกค้า คู่แข่งขัน หรือจากการใช้โอกาสหรือข้อมูลที่ได้จากการเป็นกรรมการ หรือพนักงานในการหาประโยชน์ส่วนตน และในเรื่องการทำธุรกิจที่แข่งขันกับบริษัทหรือการทำงานอื่นนอกเหนือจากงานของบริษัท ซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่องานในหน้าที่
  2. กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานพึงละเว้นการถือหุ้นในกิจการคู่แข่งของบริษัท หากทำให้กรรมการและพนักงานกระทำการ หรือละเว้นการกระทำการที่ควรทำตามหน้าที่ หรือมีผลกระทบต่องานในหน้าที่
  3. ในกรณีที่กรรมการและพนักงานได้หุ้นนั้นมาก่อนการเป็นกรรมการและพนักงาน ก่อนที่บริษัทจะเข้าไปทำธุรกิจนั้น หรือได้มาโดยทางมรดก กรรมการและพนักงานต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ
  4. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานพึงละเว้นการประกอบกิจการอันมีสภาพเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อยไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นผลเสียหายต่อบริษัทฯ ไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม หรือเข้าเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจตัดสินใจ หรือกรรมการ หรือผู้บริหารในกิจการที่เป็นการแข่งขัน หรือมีลักษณะเดียวกันกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย เว้นแต่กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานได้ประกอบกิจการดังกล่าวก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ในกรณีนี้ ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานรายงานให้เลขานุการบริษัทของบริษัทฯ ทราบทันที
  5. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น โดยอาศัยข้อมูลอันเป็นความลับของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย เช่น แผนงาน รายได้ มติที่ประชุม การคาดคะเนทางธุรกิจ ผลงานจากการทดลองค้นคว้า การประมูลราคา เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายหรือไม่ก็ตาม รวมถึงจะต้องปฏิบัติตามนโยบายการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทฯ โดยเคร่งครัด
  6. หากกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท พบว่าตนมีส่วนได้เสียหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ให้พึงงดเว้นการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยกรณีพนักงานให้รายงานส่วนได้เสียดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาตามสายงาน กรณีผู้บริหารให้รายงานส่วนได้เสียต่อกรรมการผู้จัดการและเลขานุการบริษัท และกรณีกรรมการให้รายงานส่วนได้เสียต่อคณะกรรมการบริษัท และเลขานุการบริษัท ในโอกาสแรกที่พึงกระทำได้
  7. กรรมการ และผู้บริหารของบริษัทฯ ต้องไม่เข้าร่วมประชุมหรือออกจากที่ประชุมเป็นการชั่วคราว ในวาระที่ตนเองมีส่วนได้เสีย หรือในการพิจารณารายการที่ตนเองมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ขัดกันที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทฯ ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือการทำรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จะต้องมีกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการอิสระเข้าร่วมประชุมและพิจารณาทุกครั้ง
  8. กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ต้องรายงานการมีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการของบริษัท หรือบริษัทย่อย และการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัทของตนหรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการรายงานส่วนได้เสีย

นโยบายการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

บริษัทมีนโยบายลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มงานชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มธุรกิจรับจ้างประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของบริษัทเป็นหลัก เพื่อเสริมศักยภาพการผลิต ตอบสนองการขยายงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทในระยะยาวโดยพิจารณาสิทธิประโยชน์จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นปัจจัยสำคัญร่วมด้วย ทั้งนี้บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมอาจพิจารณาลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีศักยาภาพการเติบโตหรือสามารถต่อยอดทางธุรกิจ หรือเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนแก่บริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม

นโยบายการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

นโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อย และบริษัทร่วม

บริษัทฯ กำหนดนโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อยและบริษัทร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการและกลไกทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้บริษัทฯ สามารถกำกับดูแลและบริหารจัดการกิจการของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมถึงการติดตามดูแลให้บริษัทย่อยและบริษัทร่วมมีการปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายหลักทรัพย์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประกาศ ข้อบังคับและหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในเงินลงทุนของบริษัทฯ ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม บริษัทจะส่งบุคคลที่เป็นตัวแทนของบริษัทเข้าไปเป็นกรรมการและ/หรือฝ่ายบริหารในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม โดยบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและ/หรือฝ่ายบริหารในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม มีหน้าที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมนั้นๆ และดำเนินการให้ สอดคล้องกับนโยบายทางธุรกิจที่บริษัทได้กำหนดเอาไว้ ตลอดจนปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท รวมถึงติดตามการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมอย่างใกล้ชิด โดยรายงานฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมแก่คณะกรรมการบริษัท

    นอกจากนี้ในกรณีเป็นบริษัทย่อย บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากบริษัทนั้นต้องดูแลให้บริษัทย่อยมีข้อบังคับในเรื่อง การทำรายการเกี่ยวโยงที่สอดคล้องกับบริษัท มีการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกบัญชีให้บริษัทสามารถตรวจสอบ และรวบรวมมาจัดทำงบการเงินรวมได้ทันตามกำหนดเวลาด้วย

  • คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมแต่ละบริษัทจะมีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานให้แก่บริษัทฯ ทราบ โดยนำประกาศที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและประกาศคณะกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม รวมทั้งเปิดเผยและนำส่งข้อมูลส่วนได้เสียของตนและบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการบริษัทให้ทราบถึงความสัมพันธ์ และการทำธุรกรรมกับบริษัทฯ บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการทำรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • บริษัทฯ จะกำหนดแผนงานและดำเนินการที่จำเป็น เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วม มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน และบริษัทฯ จะดำเนินการที่จำเป็นและติดตามให้บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมมีระบบในการเปิดเผยข้อมูลและระบบควบคุมภายในที่เพียงพอและเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ

นโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อย และบริษัทร่วม

จริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ Code of Conduct

จริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ยึดมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในหลักจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจและรักษาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียและสังคม นำไปสู่การเป็นองค์กรบรรษัทภิบาลที่แท้จริง ดังนี้

หลักการ

1. ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส

บริษัทฯ ยึดมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในหลักจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2. ความรู้ ความสามารถในการประกอบธุรกิจ

บริษัทฯ มุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และเอาใจใส่ในการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุผลในการดำเนินธุรกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า

3. ความรับผิดชอบต่อสังคม และส่วนรวม

รับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่บริษัทตั้งอยู่ มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน มีการส่งเสริมให้มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างสุดความสามารถและดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อยตามสิทธิด้วยความเป็นธรรม

5. ความรับผิดชอบต่อลูกค้า

ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการหรือสูงกว่าความคาดหมายของลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม รักษาความลับของลูกค้าและไม่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมิชอบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และจัดให้มีระบบและช่องทางให้ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกอย่างมีมาตรฐาน มีการประเมินโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

6. ความรับผิดชอบต่อคู่แข่ง

บริษัทฯ ส่งเสริมนโยบายการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และเป็นธรรม ประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่ค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม เช่น การจ่าย สินจ้างให้แก่กรรมการและพนักงานของคู่แข่ง เป็นต้น

7. ความรับผิดชอบต่อคู่ค้า

ปฏิบัติกับคู่ค้าซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนและปัจจัยแห่งความสำเร็จทางธุรกิจที่สำคัญด้วยความเสมอภาค และ คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน การคัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างโปร่งใส มีระบบ และมีมาตรฐาน มีการพัฒนาและรักษาสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าและคู่สัญญา มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐาน มีการเปรียบเทียบราคาก่อนการสั่งซื้อ มีการประเมินคู่ค้าโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

8. ความรับผิดชอบต่อพนักงาน

การให้ผลตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมและเป็นธรรม ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน

การแต่งตั้ง และโยกย้ายพนักงาน รวมถึงการให้รางวัลและการลงโทษ ต้องกระทำด้วยความสุจริตและตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของพนักงานให้ความสำคัญต่อความสามารถ และทักษะของพนักงาน โดยให้โอกาสอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างเคร่งครัด

บริษัทเปิดช่องทางให้พนักงานได้ร้องเรียนเรื่องที่อาจเป็นการกระทำผิด และได้กำหนดแนวทางในการปกป้องพนักงานหรือผู้แจ้งเบาะแสในการกระทำผิด

9. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

บริษัทฯ พึงหลีกเลี่ยงการขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทฯ และบริษัทย่อย ไม่ว่าจะเกิดจากการติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น คู่ค้า ลูกค้า คู่แข่ง หรือจากการใช้โอกาสหรือข้อมูลที่ได้จากการเป็นกรรมการ หรือพนักงาน เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน บริษัทฯ มีมาตรการที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบริษัทฯ และลูกค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการให้บริการแก่ลูกค้า

10. การดำรงฐานะทางการเงิน

บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อฐานะและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีการวางแผนการจัดสรรเงินทุนให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและเพียงพอที่จะรองรับภาระผูกพันจากการดำเนินธุรกิจ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

11. การปฏิบัติต่อเจ้าหนี้

บริษัทฯ ปฏิบัติต่อเจ้าหนี้อย่างเสมอภาพและเป็นธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ปฏิบัติตามสัญญา หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด รายงานข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงเวลาให้กับเจ้าหนี้อย่างสม่ำเสมอ

12. การไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ ไม่กีดกัน หรือไม่ให้สิทธิพิเศษหรือเลือกปฏิบัติแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง บริษัทฯ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุและสถาบันการศึกษา คำนึงถึงสิทธิในร่างกาย ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของพนักงาน โดยให้เสรีภาพแก่พนักงานในการมีส่วนร่วมทางการเมืองภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียมีช่องทางการร้องเรียนและรับฟังความคิดเห็น และมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน หรือผู้แจ้งเบาะแส

จรรยาบรรณคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

จรรยาบรรณของคณะกรรมการ

  1. พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ประพฤติตนตามกรอบของจรรยาบรรณของบริษัท เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี ให้แก่พนักงาน
  2. ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ตลอดจนดำเนินการใดๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ
  3. หลีกเลี่ยงการกระทำอันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพื่อความโปร่งใสในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ไม่เปิดเผยข้อมูลลับของบริษัทต่อบุคคลภายนอก และไม่แสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลใดๆ ของบริษัทซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
  5. ส่งเสริม สนับสนุนให้พนักงานมีความเข้าใจ และประพฤติตนตามแนวทางของจรรยาบรรณบริษัท อย่างทั่วถึงทั้งบริษัท

จรรยาบรรณผู้บริหาร

ผู้บริหารทุกท่านตระหนักถึงภาระที่จะต้องรับผิดชอบต่อบริษัท เพื่อให้บริษัทบรรลุผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย บริษัทฯ จึงกําหนดจรรยาบรรณของผู้บริหารเพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

  1. ผู้บริหารปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  2. ผู้บริหารพึงตัดสินใจดําเนินการใด ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะบริหารการดำเนินงานของบริษัท ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงาน
  3. ผู้บริหารจะให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่พนักงาน จะกระทำด้วยความเสมอภาค สุจริตใจ เที่ยงธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของพนักงานนั้นๆ
  4. ผู้บริหารพึงสนับสนุนการสร้างศักยภาพในความก้าวหน้า ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาความรู้ความสามารถอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ จัดสวัสดิการให้พนักงานอย่างเหมาะสม มีความจริงใจ เคารพสิทธิและการแสดงความคิดเห็นของพนักงาน
  5. ผู้บริหารต้องแสดงความยึดมั่นต่อจริยธรรมและจรรยาบรรณ โดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เสริมสร้างบรรยากาศในการทํางานให้เอื้อต่อการปฏิบัติตามจริยธรรมและจรรยาบรรณ

จรรยาบรรณของพนักงาน

ธุรกิจของบริษัทฯ ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากองค์กรภายนอก ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงกำหนดให้พนักงานของบริษัทฯ มีจรรยาบรรณเพื่อยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้

การปฏิบัติต่อบริษัทฯ

  1. พนักงานพึงประพฤติปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและประกาศของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  2. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตน ทุ่มเท ดูแลสิทธิประโยชน์และทรัพย์สินของบริษัทฯ ให้คงสภาพดี เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมถึงไม่นําไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. พนักงานพึงมีความภักดี และมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท ไม่พึงประกอบการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการแข่งขัน หรือขัดผลประโยชน์กับกิจการของบริษัท
  4. ใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของบริษัทอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด
  5. พนักงานพึงรักษาความลับ ข้อมูล และข่าวสารในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  6. มีทัศนคติที่ดี ไม่กล่าวร้ายต่อบริษัทฯ โดยปราศจากความจริงและไม่เป็นธรรม รักษาชื่อเสียงของบริษัทฯ ตลอดจนระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลภายนอกในเรื่องที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและการดําเนินงานของบริษัทฯ

การปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชา

  1. พนักงานพึงเชื่อฟังและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียรเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
  2. รายงานหรือขอข้อแนะนําจากผู้บังคับบัญชาทันทีที่เกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน
  3. พนักงานพึงให้ความเคารพนับถือ ให้เกียรติ รู้จักกาลเทศะ และไม่กระทำตนกระด้างกระเดื่อง และกริยาที่ไม่สุภาพต่อผู้บังคับบัญชา
  4. พนักงานทุกคนและทุกระดับมีหน้าที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงเมื่อมีพบเห็น หรือทราบว่ามีการประพฤติผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณทางธุรกิจ หรือมีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าสิ่งที่กระทำลงไปไม่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อบริษัทฯ
  5. ไม่กล่าวร้ายต่อกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานอื่นโดยปราศจากข้อเท็จจริง

การปฏิบัติต่อตนเอง

  1. พนักงานควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมานะอดทน และมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
  2. ปฏิบัติตามกฏระเบียบและข้อบังคับในการปฏิบัติงานของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด
  3. พนักงานควรเก็บข้อมูลของลูกค้า คู่แข่งและข้อมูลของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  4. ศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ
  5. พนักงานไม่พึงกระทำการใดๆ อันจะนำไปสู่ความแตกแยก หรือสร้างความเสียหายภายแก่บริษัท
  6. ไม่ใช้อํานาจหน้าที่ของตน หรือยินยอมให้ผู้อื่นอาศัยอํานาจหน้าที่ของตน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

จริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ Code of Conduct

นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอรร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่ถือว่าสำคัญที่สุดในการร่วมดำเนินธุรกิจ ที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทจึงกำหนดนโยบายโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ และให้ความรู้แก่พนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกด้านของพนักงานในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลให้เกิดแนวความคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มคุณค่าเชิงนวัตกรรมให้แก่บริษัท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท โดยได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติดังนี้

  1. หน่วยงาน HR รับผิดชอบในสรรหาพนักงานใหม่ ผ่านการประกาศรับสมัครหลายช่องทาง เช่น ทาง internet ติดประกาศตามสถานที่ชุมชน เข้าร่วมมหกรรมรับสมัครงานตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารให้พนักงานภายในทราบ จัดให้มีการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด และดำเนินการจัดปฐมนิเทศพนักงานใหม่ก่อนส่งให้หน่วยงาน
  2. นำหลักความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow มาเป็นพื้นฐานในการบริหารบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับพนักงานของบริษัทในระดับต่างๆ ได้แก่ระดับพนักงาน/ผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหาร ระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง
  3. ออกแบบสำรวจความต้องการฝึกอบรมประจำปี เพื่อทบทวน Training Needs และเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเสนอหลักสูตรที่ต้องการตาม Career Path ของตนเอง
  4. Daily Management & Policy Management โดยให้พนักงานทราบเป้าหมายงาน คุณภาพงาน และ วิธีการที่ดำเนินงานให้สำเร็จด้วยตนเอง มีระบบการวิเคราะห์ การรายงาน และการประเมินผลตลอดจนการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้ปฏิบัติงาน
  5. มีระบบการวัดความสามารถพนักงานด้วย Radar Chart แบ่งการวัดเป็น ความรู้ , ทักษะ , ความสามารถทางเทคโนโลยี , การควบคุมคุณภาพ และการคิดรายได้ต่อบุคคล โดยบริษัทจะทำการทดสอบวัดผลปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงข้อมูล Radar Chart ในบัตรประจำตัวพนักงาน
  6. มีระบบการประเมินผลการทำงานของพนักงาน เพื่อใช้ในการพิจารณาปรับค่าจ้างและโบนัสประจำปี พร้อมกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมพนักงานที่มีผลงานดีเด่น
  7. หน่วยงาน HR ประเมินประสิทธิภาพการฝึกอบรม โดยประเมินผลการฝึกอบรมร่วมกับการประเมินความพึงพอใจในหลักสูตรฝึกอบรม
  8. พัฒนาบุคลากรให้มี Multi skill และ Multifunction เพื่อให้พนักงานมีขีดความสามารถ ที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
  9. เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับ สามารถนำเสนอโครงการ เพื่อการปรับปรุงหรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อโอกาสในการเติบโตในหน้าที่และมีรายได้ที่ดี
  10. พัฒนาผู้นำในอนาคต โดยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำควบคู่ไปกับการเพิ่มความรู้ใหม่ๆ เสริมสร้างความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและอนาคต ผ่านการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนให้ทุนการศึกษา เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
  11. รักษาพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีและมีศักยภาพสูง โดยเตรียมวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพ เช่น การหมุนงานให้ครอบคลุม การมอบหมายงานพิเศษ เพื่อให้พนักงานได้แสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่
  12. ดำเนินนโยบาย 4Q คือ
    • Quality of Product ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ
    • Quality of Service การบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ
    • Quality of Environment ใส่ใจในสภาพแวดล้อมที่ดี
    • Quality of work life คุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน

นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร

นโยบายบริษัท เรื่องการดูแลการใช้ข้อมูลภายใน

การดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

ในการดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทฯ นั้น บริษัทมีมาตรการป้องกันข้อมูลภายในอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือราคาหุ้น โดยมีนโยบายดังนี้

  1. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานพึ่งหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลภายใน เพื่อประโยชน์ของตนในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัท หรือให้ข้อมูลภายในแก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทหรือเพื่อการหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือบริษัทอื่นที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน หรือลูกจ้าง หรือเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
  2. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของกลุ่มบริษัท จะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลภายใน หรือความลับของบริษัท ตลอดจนข้อมูลความลับของคู่ค้าของบริษัท ที่ตนได้รับทราบจากการปฏิบัติหน้าที่ให้บุคคลภายนอกรับทราบ แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่บริษัทและคู่ค้าของบริษัท
  3. เมื่อกรรมการและผู้บริหาร ซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่จัดทำรายงานการถือครองหลักทรัพย์นำส่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยให้กรรมการและผู้บริหารรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ให้ที่ประชุมคณะกรรมการทราบ เพื่อป้องกันการซื้อหรือขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายใน และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของการซื้อหรือขายหุ้นของบุคคลภายใน
  4. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ควรละเว้นการซื้อขายหุ้นของบริษัทในช่วงเวลาก่อน 1 เดือนที่จะเผยแพร่งบการเงิน หรือเผยแพร่สถานะของบริษัท รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ และควรรอคอยอย่างน้อย 24 ชั่วโมงภายหลังการเปิดเผยข้อมูลให้แก่สาธารณชนแล้ว ก่อนที่จะซื้อหรือขายหุ้นของบริษัท
  5. กรรมการ และผู้บริหารของบริษัท มีหน้าที่จัดทำและส่งรายงานการถือครองหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มายังเลขานุการบริษัท เพื่อนำส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
  6. บริษัทฯ ได้กำหนดบทลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่นำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ หรือนำไปเปิดเผยจนอาจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยจะพิจารณาบทลงโทษตามระเบียบข้อบังคับพนักงาน ซึ่งรวมถึงการให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และบริษัทฯ จะดำเนินคดีจนถึงที่สุดทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่นำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ และก่อให้เกิดความเสียหาย

นโยบายบริษัท เรื่องการดูแลการใช้ข้อมูลภายใน

นโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม

บริษัท ได้มีการกำหนดนโยบายการความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ มีการปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จึงมีการจัดทำนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. การประกอบกิจการด้วยความเป็นธรรม

บริษัทมุ่งมั่นประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินงานธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งมั่นทำความดีต่อบุคคล กลุ่มชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม และประกอบธุรกิจโดยมีระบบการดำเนินงานที่มีมาตรฐานและมีการควบคุมที่ดี โดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ด้วยความระมัดระวัง ด้วยข้อมูลที่เพียงพอและมีหลักฐานสามารถอ้างอิงได้ รวมทั้งถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม โดยไม่เรียกร้องหรือรับผลประโยชน์ใด ๆ ที่ชอบธรรมจากลูกค้า และไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าที่บริษัทได้ล่วงรู้มาเนื่องจากการดำเนินธุรกิจ อันเป็นข้อมูลที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย เว้นแต่จะเป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ตามกฎหมาย

1.1 การแข่งขันที่เป็นธรรม

1.1.1 บริษัทส่งเสริมนโยบายการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และเป็นธรรม

1.1.2 ประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี

1.1.3 ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่ค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม เช่น การจ่ายสินจ้างให้แก่กรรมการและพนักงานของคู่แข่ง เป็นต้น

1.1.4 ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่ง ด้วยการกล่าวหาในทางร้าย

1.2 การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในคู่ค้า

1.2.1 ปฏิบัติกับคู่ค้าซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนและปัจจัยแห่งความสำเร็จทางธุรกิจที่สำคัญด้วยความเสมอภาค และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน

1.2.2 คัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างโปร่งใส มีระบบ และมีมาตรฐาน มีการพัฒนาและรักษาสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าและคู่สัญญา

1.2.3 มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน

1.2.4 ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐาน มีการเปรียบเทียบราคาก่อนการสั่งซื้อ มีการประเมินคู่ค้าโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

1.3 การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สิน

1.3.1 บริษัทจะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด

1.3.2 พนักงานของบริษัท มีหน้าที่รักษาความลับทางการค้า วิธีประกอบธุรกิจที่เป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ลูกค้า หรือคู่ค้า

1.3.3 พนักงานของบริษัท ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการทำงาน ไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิดกฎหมายศีลธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี

1.3.4 พนักงานของบริษัทต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ห้ามติดตั้งและใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ไม่ถูกต้องในบริษัทโดยเด็ดขาด

1.4 การเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ

1.4.1 บริษัทมีนโยบายเป็นกลางทางการเมือง โดยจะไม่ให้การสนับสนุน หรือกระทำการอันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

1.4.2 การสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง หมายถึง การสนับสนุนทั้งที่เป็นตัวเงินหรือมิใช่ตัวเงินให้แก่พรรคการเมือง หรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมือง การสนับสนุนที่มิใช่ตัวเงินจะรวมถึงการให้ยืมหรือบริจาคอุปกรณ์ ให้บริการด้านเทคโนโลยีโดยไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งการสละเวลาทำงานของพนักงาน

1.4.3 ในกรณีที่บริษัทมีความประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนทางการเมือง เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย การสนับสนุนดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือกระทำไปด้วยความคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติตอบแทนเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ในการสนับสนุนจะต้องจัดทำหนังสือขออนุมัติ ระบุชื่อผู้รับการสนับสนุนและวัตถุประสงค์ของการสนับสนุนพร้อมแนบเอกสารประกอบทั้งหมด เสนอให้ประธานกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติ

1.4.4 พนักงานมีสิทธิเสรีภาพในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องไม่แอบอ้างความเป็นพนักงาน หรือนำทรัพย์สิน อุปกรณ์ เครื่องมือใดๆ ของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการใดๆ ในทางการเมือง หากเข้าร่วมจะต้องพึงระมัดระวังการดำเนินการใดๆ ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทได้ให้การสนับสนุนหรือฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง

2. การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

บริษัทมีนโยบายดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสนับสนุนให้ พนักงานของบริษัทปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าของบริษัทดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง มีความโปร่งใสด้วยเช่นกัน พร้อมกับการสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ทัศนคติที่ถูกต้องในทุกระดับ จัดให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้นโยบายการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของบริษัทได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทได้ประกาศใช้นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Anti-corruption Policy) และให้ถือเป็นระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัทที่พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition: CAC) ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 8 องค์กรชั้นนำ อันได้แก่ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยหอการค้าไทย หอการค้านานาชาติ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยสมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2557

3. การเคารพสิทธิมนุษยชน

บริษัทยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน พนักงานทุกคนจะต้องไม่กระทำการใดๆ หรือส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเคร่งครัด โดยได้กำหนดให้มีนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

1. บริษัทให้การดูแลข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน โดยถือเป็นความลับ ไม่ส่งข้อมูลหรือกระจายข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง การเปิดเผยหรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำได้เมื่อได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

2. บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

3. บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติสัญชาติ ภาษา ศาสนา เพศ อายุ และการศึกษา

4. พนักงานต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ประพฤติตนเหมาะสมกับหน้าที่การงานตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท และตามขนบธรรมเนียมประเพณี โดยไม่สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์บริษัท

4. การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจึงมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อพนักงาน โดยผู้บริหารยึดหลักการปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความยุติธรรม สนับสนุนการสร้างศักยภาพเพื่อเพิ่มความก้าวหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน รวมทั้งส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณที่พนักงานพึงปฏิบัติ จัดให้มีการกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการให้แก่พนักงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสภาพการจ้างงานที่ยุติธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสม มีโอกาสที่จะพัฒนาเพื่อก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมทั้งมีการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย ส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติต่อกันด้วยความสุจริตใจ รับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น รวมถึงเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะอย่างมีเหตุผล โดยบริษัทได้ประกาศใช้นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่ถือมีความสำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อไป

5. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

1. ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการหรือสูงกว่าความคาดหมายของลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม

2. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ถูกต้อง เพียงพอ และทันต่อเหตุการณ์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ โดยไม่มีการกล่าวเกินความเป็นจริงทั้งในการโฆษณา หรือในการสื่อสารช่องทางอื่นๆ กับลูกค้า อันเป็นเหตุให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพ ปริมาณ หรือเงื่อนไขใดๆ ของสินค้าและบริการ

3. รักษาความลับของลูกค้าและไม่นำไปใช้ประโยชน์ของตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมิชอบ

4. ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และจัดให้มีระบบและช่องทางให้ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินธุรกิจโดยการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงยึดแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม บริษัทได้จัดให้มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

6.1 กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบควบคุมการดำเนินงานของธุรกิจเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกินกว่ามาตรฐานกำหนด รับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสมดุล

6.2 ดำเนินกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชุมชนที่บริษัทตั้งอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่ดำเนินการเอง ร่วมมือกับรัฐ และชุมชน ตลอดจนเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นบริเวณที่องค์กรจัดตั้งอยู่

6.3 บริษัทมีการประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุและควบคุม การปล่อยของเสียให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน รวมถึงมีนโยบายและมาตรการลดการเกิดของเสีย และจัดให้มีการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

6.4 ตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันเนื่องมาจากการดำเนินงานของบริษัท โดยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6.5 ส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริษัท การใช้ทรัพยากรไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพ โดยการติดตั้ง Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานของบริษัท โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือ ลดปริมาณคาร์บอนลง 2,000 ตันคาร์บอน

7. การร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคม

บริษัทมีแนวทางที่จะปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนและอาสาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตลอดจนการฟื้นฟูสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนี้บริษัทยังจัดให้มีช่องทางสำหรับให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท และร้องเรียน กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของของบริษัทโดยผ่านช่องทางที่ระบุไว้ในนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริจาคหน้ากากอนามัยที่ผลิตเป็นผู้ผลิตให้กับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดที่ตั้งบริษัทและจังหวัดข้างเคียง โครงการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษากับนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องการที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

8. การมีนวัตกรรมและเผยแพร่นวัตกรรม

การพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจในเทคโนโลยีและทิศทางการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

บริษัทมีกลยุทธ์และแนวทางสำหรับการขับคลื่อนองค์กรดังนี้

  1. การพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี โดยให้มีการเชื่อมโยงระหว่างบุคลากรที่มีประสบการณ์กับบุคลากรที่มีเทคโนโลยี บริษัทให้ความสำคัญในการสร้างบุคลากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดในการขับเคลื่อนเละพัฒนาองค์กร โดยบริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมความรู้เฉพาะทางเชิงลึก(Skills and Knowledges) ในเเต่ละหน่วยงานโดยเน้นให้มีการแบ่งปันความรู้เละประสบการณ์ระหว่างผู้ที่มีความรู้เชิงหลักการ เละผู้ที่มากประสบการณ์ หลังจากการฝึกอบรมในห้องเรียนเละการฝึกฝนหน้างานกับเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะมีการทดสอบเพื่อประเมินผลเทียบกับผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Indicators/ KPI) เก็บเป็นข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ ต่อยอดความสามารถของพนักงาน (Radar Chart) ทั้งหน่วยงานฝ่ายผลิตเละฝ่ายสนับสนุน

    นอกจากการฝึกอบรมภายในองค์กร บริษัทสนับสนุนการจัดหลักสูตรร่วมกับสถานศึกษา ทั้งระดับอาชีวศึกษา เละระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย หลักสูตรระยะสั้น (Short Course) หลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-degree) รวมถึงการรับนักศึกษา ปวส.เข้ามาฝึกอบรมในบริษัทและโรงงาน ทำงานแบบมีรายได้ ระหว่างภาคการศึกษา และจัดให้มีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี เละปริญญาโท ศึกษาเนื้อหาวิชาที่พัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

  2. การประยุกต์และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นไปตามทิศทางการขับเคลื่อนขององค์กร ภายใต้กรอบแนวคิด ARAI ซึ่งคือการ ประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ (Robot) กับสายการผลิตเละหน่วยงานสนับสนุนอื่นในองค์กร รวมถึงต่อยอดปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเครื่องจักรเละระบบ สามารถสั่งการเละควบคุมได้ในระยะไกล(Internet of Things)

  3. การนำเทคโนโลยีข้อมูล (Big DATA) มาใช้ในการบริหารและตัดสินใจ บริษัทมีการบริหารจัดเก็บข้อมูลเชิงระบบ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการผลิต ข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุน ที่มีจำนวนมากจากแต่ละบริษัทย่อยแต่ละธุรกิจมารวบรวมไว้ เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์แผนธุรกิจที่ดำเนินอยู่ เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือเพิ่มผลผลิต รวมถึงการใช้เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยในปัจจุบัน บริษัทเริ่มจากการเก็บตัวเลขผลการผลิตจำนวนมากอย่างละเอียด นำมาวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นรายวัน สามารถรู้ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการทำกำไร เพื่อที่จะนำไปต่อยอดเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ โดยทั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ผลตอบแทนที่หน่วยงานนั้นๆพึงได้รับอย่างเหมาะสมยุติธรรม ตามผลงานเละผลประกอบการ

  4. การสร้างให้เป็นองค์กรเทคโนโลยี ทั้งในด้านการผลิต กระบวนการ และการบริการ จากกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างทรัพยากรบุคคล โดยมุ่งหวังให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา บริษัทมีการจัดสรรงบประมาณในการลงทุน ค้นคว้า พัฒนา จนถึงซ่อมสร้าง เละติดตั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องที่มีเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการใช้งานจริง ตลอดจนการพัฒนาสายการผลิต และผลิตภัณฑ์ การบริการร่วมกับลูกค้า มุ้งเน้นสินค้าที่ทันสมัยเละเป็นมิตรต่อสิ่แวดล้อม งบประมาณดังกล่าวถูกจัดสรรเพื่อสร้าง ARAI Academy โรงงานที่เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการครบทุกขั้นตอนกระบวนการผลิต หรือการทำงานที่ใช้อยู่จริงในแต่ละธุรกิจ ให้พนักงานได้เข้ามาฝึกอบรม ทบทวนความรู้ เละต่อยอดทักษะเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) มีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใสไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี และจรรยาบรรณตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ของบริษัทฯ ในปี 2557 “ได้เข้าร่วมปฏิบัติ ของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น “ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ

เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ มีนโยบายการกำหนดความรับผิดชอบ แนวปฏิบัติ และข้อกำหนดในการดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นกับทุกกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯทั้งภายในและภายนอกขององค์กร และเพื่อให้การตัดสินใจและการดำเนินการทางธุรกิจที่อาจมีความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้รับการพิจารณา และปฏิบัติอย่างรอบคอบ บริษัทฯ จึงได้จัดทำ “นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน

1. ขอบเขต

1.1 นโยบายนี้ใช้บังคับกับกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างทุกคนของบริษัทและบริษัทย่อย

1.2 บริษัทจะดำเนินการให้ผู้รับสิทธิหรือบุคคลใด ๆ ที่กระทำการแทนในนามบริษัทปฏิบัติตามนโยบายนี้

2. คำนิยามตามนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

“การคอร์รัปชั่น” หมายถึง การใช้อำนาจที่ได้มาหรือการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ในทางมิชอบ เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน หรือประโยชน์อื่นใดอันมิควรได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของผู้อื่น ซึ่งอาจเกิดได้หลายลักษณะ เช่น การติดสินบนไม่ว่าจะด้วยการให้ การเสนอ ให้คำมั่น สัญญาว่าจะให้ การรับ การเรียกร้องทั้งที่เป็นตัวเงิน ทรัพย์สิน สิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพื่อให้บุคคลดังกล่าวกระทำการหรือละเว้นกระทำการตามหน้าที่อันเป็นการให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งธุรกิจหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ไม่เหมาะสมในทางธุรกิจ

ทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยหน้าที่หรือด้วยกฎหมายของกรรมการผู้บริหารและพนักงาน ทั้งของบริษัท ของลูกค้า และของคู่ค้า หรือคู่สัญญาของบริษัท อาทิ การทำหลักฐานการเงินเป็นเท็จ การนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว การเบียดบัง การยักยอก ฉ้อโกง การกระทำในลักษณะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ ฯลฯ

การจ่ายเงินคอร์รัปชั่นหรือการจ่ายผลประโยชน์ทางทุจริตหมายความรวมถึง การจ่ายเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ โดยตรงจากบริษัทเอง หรือผ่านลูกค้า/คู่ค้า หรือบุคคลที่สาม

การช่วยเหลือทางการเมือง หมายถึง การช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงินหรือในรูปแบบอื่น เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง เช่น การให้สิ่งของหรือบริการ การโฆษณาส่งเสริมหรือสนับสนุนพรรคการเมืองการซื้อบัตรเข้าชมงานที่จัดเพื่อระดมทุนหรือบริจาคเงินให้แก่องค์กรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคการเมือง เป็นต้น

3. นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

3.1 ห้ามกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทยอมรับหรือให้การสนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มบริษัท ฯ กำหนดให้มีการสอบทานการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างสม่ำเสมอ และทบทวนแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ ประกาศ กฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

3.2บริษัทพัฒนามาตรการการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวมถึงหลักปฏิบัติด้านศีลธรรม โดยจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น

3.3บริษัทไม่กระทำหรือสนับสนุนการให้สินบนในทุกรูปแบบ ทุกกิจกรรม รวมถึงการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมือง มีความโปร่งใสและไม่มีเจตนาเพื่อโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือเอกชนดำเนินการไม่เหมาะสม

3.4บริษัทจัดให้มีการควบคุมภายในที่เหมาะสม สม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านงานขาย การตลาด และ จัดซื้อ จัดจ้าง

3.5บริษัทจัดให้มีกลไกการรายงานสถานะการเงินที่โปร่งใสและถูกต้องแม่นยำ

3.6นโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ให้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่กรรมการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากร การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม และการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงาน และการให้ผลตอบแทน

4. หน้าที่ความรับผิดชอบ

4. 1 คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่พิจารณาและอนุมัตินโยบาย และสนับสนุนการต่อต้านทุจริต คอร์รัปชั่น ให้เกิดขึ้นในบริษัท เพื่อให้ทุกคนในบริษัทได้เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และปลูกฝังจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร พร้อมทั้งกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบ ได้รายงานการกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อแนะนำ พิจารณาบทลงโทษ และร่วมกันหาวิธีการแก้ไขปัญหา ให้กับกรรมการ กรรมการผู้จัดการ หรือรองประธานกรรมการบริหาร

4. 2 คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่และรับผิดชอบในการสอบทานให้บริษัทและบริษัทย่อยให้มีการควบคุมภายในอย่างเพียงพอ และสอบทานการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น

4. 3 ฝ่ายตรวจสอบภายใน มีหน้าที่และรับผิดชอบในการตรวจสอบและสอบทานการปฏิบัติว่าเป็นไปตามนโยบาย แนวทางปฏิบัติที่บริษัทได้กำหนดไว้ และสอดคล้องกับระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบต่อต้านการคอร์รัปชั่นของบริษัทและบริษัทย่อยมีความเหมาะสมเพียงพอและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

4. 4 ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่และรับผิดชอบ ในการกำหนดให้มีระบบ ให้การส่งเสริม สนับสนุน และควบคุมดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น รวมทั้งมีการทบทวนความเหมาะสมของมาตรการต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอว่ามีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน

5. แนวปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน ลูกจ้างของบริษัท ต้องปฏิบัติตามนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และจรรยาบรรณทางธุรกิจ อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรง หรือทางอ้อม โดย

5.1 คณะกรรมการของบริษัท ผู้บริหาร พนักงานทุกระดับของบริษัทและบริษัทย่อยต้องปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และการปฏิบัติงานนั้นต้องถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งอยู่ในจรรยาบรรณบริษัท

5.2 สนับสนุนให้ปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามพันธสัญญาต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทและบริษัทย่อย

5.3 สนับสนุนให้มีการปลูกจิตสำนึกของผู้บริหารและพนักงานให้ละเว้นการทุจริตและตระหนักถึงโทษภัยของการทุจริต

5.4 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวังต่อรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนี้

(1) ห้ามให้หรือรับสินบนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นกระทำแทนตน

(2) การให้หรือรับของขวัญ การเลี้ยงรับรอง หรือผลประโยชน์อื่น ๆ จากลูกค้า คู่ค้า หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้

(3) การบริจาคเพื่อการกุศล การสาธารณประโยชน์ และเงินสนับสนุนต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรม รวมทั้งไม่เป็นการกระทำการใด ๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวมหรือถูกนำไปใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการติดสินบน

5.5 บริษัทจัดให้มีการควบคุมภายในที่เหมาะสม สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงานจัดซื้อ งานบริหารคลังสินค้าและการจัดส่ง

5.6 บริษัทจัดให้มีกลไกการรายงานสถานะการเงินที่โปร่งใสและถูกต้องแม่นยำ

5.7 บริษัทจะจัดให้มีการฝึกอบรมแก่พนักงานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตและคอรัปชั่น

5.8 กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ทุกระดับของบริษัทและบริษัทย่อยไม่พึงละเลยหรือเพิกเฉย เมื่อพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่รับผิดชอบทราบ และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งจัดให้มีช่องทางในการรับข้อร้องเรียนทั้งจากบุคคลภายนอก และบุคคลภายในบริษัทและบริษัทย่อย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่บริษัทกำหนด

5.9 บริษัทต้องให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองพนักงานที่ปฏิเสธการคอร์รัปชั่น หรือแจ้งเรื่องการคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย โดยบริษัทจะไม่ไล่ออก ปลดออก ลดตำแหน่ง ลงโทษ หรือให้ผลทางลบต่อพนักงานที่ปฏิเสธการคอร์รัปชั่น แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้บริษัทและบริษัทย่อย สูญเสียโอกาสทางธุรกิจก็ตาม

5.10 บุคคลใดหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริต หรือส่อไปในทางทุจริตที่มีผลเกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย ต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ควรแจ้งให้คณะกรรมการตรวจสอบหรือผู้บังคับบัญชาทราบทันที หรือแจ้งผ่านช่องทางการแจ้งเบาะแสตามที่ได้กำหนดในนโยบายการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริต

5.11 นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นนี้ให้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากร การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม และการประเมินผลปฏิบัติงานของพนักงาน โดยกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

6. เรื่องที่รับแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น

6.1 พบเห็นการกระทำที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร โดยทางตรง หรือทางอ้อม เช่น พบเห็นบุคคลในองค์กรติดสินบน/รับสินบน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน

6.2 พบเห็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติของบริษัท หรือมีผลต่อระบบการควบคุมภายในของบริษัท จนทำให้สงสัยได้ว่า อาจจะเป็นช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชั่น

6.3 พบเห็นการกระทำที่ทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์ กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท

พบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม จรรยาบรรณทางธุรกิจ

7. ช่องทางการรับแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น

บุคคลใดหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือส่อไปในทางทุจริตที่มีผลเกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อยทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ควรแจ้ง โดยผ่านช่องทางการรับเรื่องไว้ในนโยบายการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริตที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้

โดยผู้ร้องเรียนจะต้องระบุรายละเอียดของเรื่องที่จะแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียน พร้อมชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และส่งมายังช่องทางรับเรื่อง ดังนี้

1. แจ้งผ่านช่องทาง อีเมล์ของประธานกรรมการบริหาร ที่ somchai@sncformer.com หรือ

2. แจ้งผ่านช่องทาง อีเมล์ของคณะกรรมการตรวจสอบ bsuchat@yahoo.com หรือ

3. แจ้งผ่านช่องทาง เว็บไซต์ของบริษัท http://www.sncformer.com (หัวข้อ แจ้งเบาะแส) หรือ

4. แจ้งผ่านช่องทาง โทรศัพท์ เบอร์ 02-108-0370-76 (ฝ่ายประชาสัมพันธ์ / เลขานุการบริษัท)

5. แจ้งผ่านช่องทาง กล่องแดงรับแจ้งเบาะแส (ตั้งอยู่ที่ตึกสำนักงานใหญ่ และ SNC ระยอง)

6. แจ้งผ่านทางช่องทาง กล่องรับความคิดเห็น ที่ส่งตรงถึงประธานกรรมการบริหาร

ทั้งนี้หากผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน มีข้อร้องเรียน กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ หรือรองประธานกรรมการบริหาร ขอให้ท่านส่งเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบโดยตรง

บุคคลที่สามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของบริษัทได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่แข่งทางการค้า เจ้าหนี้ ภาครัฐบาล ชุมชน สังคม ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะแจ้งด้วยวิธีใดดังกล่าวข้างต้น ทางบริษัทจะรักษาความลับของท่าน

8. มาตรการคุ้มครอง และรักษาความลับ

เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลที่กระทำโดยเจตนาสุจริต บริษัทจะปกปิดชื่อ ที่อยู่หรือข้อมูลใด ๆ ที่สามารถระบุตัวผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูลได้ และเก็บรักษาข้อมูลของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ โดยจำกัดเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

ในกรณีที่มีการร้องเรียน กรรมการบริหาร หรือกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการตรวจสอบ จะทำหน้าที่ในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ไม่ให้ได้รับความเดือนร้อน อันตรายใด หรือความไม่ชอบธรรม อันเกิดมาจากการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน การเป็นพยานหรือการให้ข้อมูล โดยขอให้ผู้ร้องเรียนส่งเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบโดยตรง

กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจสั่งการตามที่เห็นสมควร เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ไม่ให้ได้รับความเดือนร้อน อันตรายใด หรือความไม่ชอบธรรม อันเกิดมาจากการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน การเป็นพยาน หรือการให้ข้อมูล

กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ สามารถมอบหมายงานให้กับผู้บริหารคนใด คนหนึ่ง ทำหน้าที่แทนในการใช้ดุลยพินิจสั่งการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลได้ โดยผู้บริหารที่ได้รับมอบหมาย ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อม (เช่น ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยตรง)

ทั้งนี้ ผู้ได้รับข้อมูลจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียน มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูล ข้อร้องเรียนและเอกสารหลักฐานของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหน

9. ขั้นตอนการดำเนินการสืบสวน และบทลงโทษ

9.1 เมื่อได้รับการแจ้งเบาะแส กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการตรวจสอบจะ เป็นผู้กลั่นกรอง สืบสวนข้อเท็จจริง

9.2 ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการตรวจสอบ อาจจะมอบหมายให้ตัวแทน (ผู้บริหาร) แจ้งผลความคืบหน้าเป็นระยะให้ผู้แจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนได้ทราบ

9.3 หากการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ข้อมูลหรือหลักฐานที่มี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาได้กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง บริษัทจะให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหา ได้รับทราบข้อกล่าวหา และให้สิทธิ ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ตนเอง โดยการหาข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำอันทุจริต ตามที่ได้ถูกกล่าวหา

9.4 หากผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง การทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น จรรยาบรรณทางธุรกิจของบริษัท จะต้องได้รับการพิจารณาโทษทางวินัย ตามระเบียบ ที่บริษัทได้กำหนดไว้ และหากการกระทำทุจริตนั้น ผิดกฎหมาย ผู้กระทำผิดอาจจะต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งนี้โทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท ฯ คำตัดสินของกรรมการบริหารถือเป็นอันสิ้นสุดในกรณีที่มีการร้องเรียนกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ในการรับเรื่อง หาข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่ได้รับแจ้ง เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ให้ร่วมกันพิจารณา และกำหนดโทษตามที่เห็นสมควร

9.5 บริษัทฯ จะให้ความเป็นธรรมและความคุ้มครองพนักงานที่ปฏิเสธหรือแจ้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของบริษัทฯ โดยจะไม่ลดตำแหน่ง ลงโทษ หรือให้ผลทางลบ และบริษัทฯ จะดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน หรือผู้ให้ความร่วมมือในการรายงานการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเคร่งครัด ตามที่กำหนดในนโยบายและระเบียบวิธีปฏิบัติด้านบุคคล และ/หรือ มาตรการ การร้องเรียนและการแจ้งเบาะแสของบริษัทฯ

10. การเผยแพร่นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

เพื่อให้ทุกคนในองค์กรได้รับทราบนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น บริษัทจะดำเนินการดังต่อไปนี้

10.1 บริษัทจะติดประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ในสถานที่เด่นชัด ทุกคนในองค์กรสามารถอ่านได้

10.2 บริษัทจะเผยแพร่นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านช่องทางการสื่อสารของบริษัท เช่น จดหมาย อิเล็คทรอนิกส์ (E-Mail) เว็บไซต์บริษัท รายงานการเปิดเผยข้อมูลประจำปี (56-1) และรายงานประจำปี (56-2)

10.3 บริษัทจะจัดให้มีการอบรมนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ให้แก่พนักงานใหม่

10.4 บริษัทจะทบทวนนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้บริษัทได้กำหนดนโยบายรับข้อร้องเรียน และการแจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้กรรมการผู้บริหารพนักงานของกลุ่มบริษัทปฏิบัติตามนโยบายที่เกี่ยวข้องที่บริษัทได้ประกาศใช้

คณะกรรมการบริษัทฯ ขอให้คณะกรรมการบริหาร และพนักงานทุกท่านศึกษา ทำความเข้าใจ ในนโยบายการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น และยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บริษัทฯ ถือว่านโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น เป็นส่วนหนึ่งของ “ระเบียบข้อบังคับการทำงาน” ของบริษัทฯ

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

นโยบายการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่ง

บริษัทได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการสืบทอดงาน ในกรณีที่มีตำแหน่งว่างลง ซึ่งนอกจากบริษัทจะตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อทำหน้าที่สรรหา คัดเลือก และเสนอบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารระดับสูงแล้ว บริษัทยังได้จัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งขึ้น โดยทำการคัดเลือกบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว และพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถรองรับ ตำแหน่งได้ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพนักงาน ว่าการดำเนินงานของบริษัทจะได้รับการสานต่ออย่างทันท่วงที ทั้งนี้บริษัทมีการกำหนดแผนสืบทอดตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารในตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้

  • ประเมินความพร้อมของทีมงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • กำหนดแผนสร้างความพร้อมของทีมงาน โดยพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานไว้ล่วงหน้าหรือสรรหา
  • สร้างแผนสรรหาผู้บริหารและพนักงานโดยพัฒนาฝึกอบรมไว้ล่วงหน้า
  • คัดเลือก ประเมินผลงาน และประเมินศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารในสายงานนั้นๆ
  • พัฒนาทักษะของผู้บริหารและพนักงานที่คาดว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จริง

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการหรือผู้บริหาร 4 ลำดับแรก

นโยบายการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่ง

นโยบาย CSR เรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)

นโยบาย และ กลยุทธ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ในเครือ SNC Group ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า ขึ้นส่วน อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับยานพาหนะแม่พิมพ์ รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้นผลิตสินค้าและบริการอย่างมี คุณภาพ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนา ดำเนินการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO 14001:2015 เพื่อการเจริญเติบโตของบริษัทฯอย่างยั่งยืน

ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามนโยบาย ดังต่อไปนี้

  1. บริษัทฯ จะปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และระเบียบข้อบังคับอื่นๆด้าน สิ่งแวดล้อมที่บริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้
  2. บริษัทฯดำเนินการปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานในองค์กร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงสังคมชุมชน ให้มีความตระหนักถึงความสำคัญในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ คุณค่า ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  3. บริษัทฯเสริมสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ใช้ทรัพยากรและพลังงานตลอดจนการใช้เทคโนโลยี การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ตลอดจนมีการติดตามประเมินผล และควบคุมการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจาก การดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
  4. บริษัทฯมีการวิเคราะห์ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการป้องกันปัญหา โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ในการบริหารจัดการเพื่อลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการกำหนดแนวทางการ พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  5. บริษัทฯจะดำเนินการเผยแพร่นโยบายแนวทางปฏิบัติ ต่อผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร และสาธารณชน บริษัทจะดำเนินธุรกิจ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริษัท โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ ปลูกฝังจิตสำนึก ปฏิบัติตามกฎหมาย ในการรักษา และป้องกันการปล่อยมลภาวะสู่ สิ่งแวดล้อม ในลำดับต่อมา บริษัทมีมาตรการดำเนินการลดการใช้พลังงาน มีการศึกษาข้อมูล พัฒนา และ ปรับปรุงกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยในอนาคต บริษัทวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการพัฒนา และสร้างมูลค่าร่วมกับชุมชน และดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทจะเกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศซึ่ง ใช้สารทำความเย็นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกเราจึงได้มีการพัฒนาสินค้า ของเราคือสินค้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้กับสารทำความเย็นชนิดใหม่ (R32) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อการทำลาย ชั้นโอโซน (Ozone Depletion) และผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming) สอดคล้องกับ The Global Goals for Sustainable Development ซึ่งในปี 20 18 บริษัทได้มีนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (The Global Goal ที่ 13 - Climate Action)

      โดยบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวของแต่ละโครงการ

      1.1 โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน ( ข้อมูลประกอบ 1 )

      1.2 โครงการลดการปล่อยก๊าซที่ทำลายชั้นโอโซน

    2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใน เพื่อให้สภาวะแวดล้อมภายในบริษัทมีความน่าอยู่ และมี ประสิทธิภาพในการทำงาน บริษัทจึงใด้ให้ความสำคัญกับระบบ 5ส. ภายในบริษัท มีการรณรงค์ให้พนักงานทุก ระดับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นอกจากนั้นบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวแต่ละโครงการ อื่นๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรม

      2.1 เพิ่มพื้นที่สีเขียว โครงการ ร่วมใจปลูกต้นไม้ด้วยมือเรา SNC Green Thumb

      2.2 การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ " หลัก 3R " ซึ่งประกอบด้วย Reduce, Re-use, และ Recycle

      2.3 การลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก และพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

      2.4 การประหยัดการใช้พลังงานแสงสว่าง

นโยบาย CSR เรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้จัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Policy) (“นโยบายฯ”) ขึ้น เพื่ออธิบายถึงวิธีการที่บริษัทฯ ปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม การจัดเก็บรักษา การใช้ การเปิดเผย รวมถึงสิทธิต่าง ๆ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น ในการนี้ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลได้รับทราบถึงนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทฯ จึงประกาศนโยบายฯ ดังต่อไปนี้

1. คำนิยาม

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่ อีเมลล์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เป็นต้น

“ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน” หหมายถึง ข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยแท้ของบุคคล แต่มีความละเอียดอ่อนและอาจสุ่มเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด ซึ่งบริษัทฯ ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยบริษัทฯ จะเก็บรวมรวบ ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ต่อเมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หรือในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามที่กฎหมายอนุญาต

“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้อมูลส่วนบุคคลสามารถระบุตัวตนของบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

“การประมวลผล” หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย การลบ หรือการทำลายข้อมูลส่วนบุคคล

“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

“ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

“คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น โดยมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแล ออกหลักเกณฑ์ มาตรการ หรือข้อปฏิบัติอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

2. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยมีวัตถุประสงค์ ขอบเขต และใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยในการเก็บรวบรวมนั้นจะทำเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการให้เจ้าของข้อมูล รับรู้ ให้ความยินยอมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือตามแบบวิธีการของบริษัทฯ กรณีที่บริษัทฯ จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนของเจ้าของข้อมูล บริษัทฯ จะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลก่อนหรือขณะทำการเก็บรวบรวม เว้นแต่การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อนจะเข้าข้อยกเว้นตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้

3. วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะเก็บรวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของบริษัทฯ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญา การทำธุรกรรมทางการเงิน การดำเนินกิจกรรมของบริษัทฯ การติดต่อประสานงานต่าง ๆ หรือเพื่อปรับปรุงคุณภาพการทำงานของบริษัทฯ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดทำฐานข้อมูล วิเคราะห์และพัฒนากระบวนการดำเนินงานของบริษัทฯ และเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดที่ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และ/หรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ จะจัดเก็บและใช้ข้อมูลดังกล่าวตามระยะเวลาเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลหรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

บริษัทฯ จะไม่กระทำการใด ๆ ที่แตกต่างจากที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่

(1) ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้แก่เจ้าของข้อมูลทราบ และได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

(2) เป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไปให้บุคคลอื่นใดโดยปราศจากความยินยอม และจะเปิดเผยข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ได้มีการแจ้งไว้ อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และการให้บริการแก่เจ้าของข้อมูล บริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลให้แก่บริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นทั้งในและต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลดังกล่าว บริษัทฯ จะดำเนินการให้บุคคลเหล่านั้นเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นความลับ และไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้

นอกจากนี้ บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาครัฐ หรือ หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงในกรณีที่มีการ ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น การร้องขอข้อมูลเพื่อการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือการร้องขอจากหน่วยงานเอกชน หรือบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย

5. การจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไว้ตามระยะเวลาที่จำเป็นในระหว่างที่เจ้าของข้อมูลมีความสัมพันธ์อยู่กับบริษัทฯ หรือตลอดระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องในนโยบายฯ ฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ต่อไปภายหลังจากนั้นหากมีกฎหมายกำหนดหรืออนุญาตไว้ เช่น จัดเก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการพิสูจน์ตรวจสอบกรณีอาจเกิดข้อพิพาทภายในอายุความตามที่กฎหมายกำหนดเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำให้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุถึงตัวตนของท่านได้เมื่อหมดความจำเป็น หรือสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว

6. แนวทางในการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่พนักงานของบริษัทฯ และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้ และตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการเก็บรวบรวม การจัดเก็บรักษา การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล โดยพนักงานของบริษัทฯ ต้องปฏิบัติตามนโยบายฯ และแนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่บริษัทฯ กำหนดไว้ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถปฏิบัติตามนโยบายฯ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

7. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งรวมถึงสิทธิดังต่อไปนี้

7.1. สิทธิในการได้รับแจ้งให้ทราบ

7.2. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไว้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไว้แล้ว

7.3. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและขอทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ให้ความยินยอม

7.4. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง

7.5. สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล

7.6. สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

7.7. สิทธิในการให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล

7.8. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลสามารถขอใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้นได้ โดยยื่นคำร้องขอใช้สิทธิเป็นลายลักษณ์อักษรมายังบริษัทฯ หรือผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบฟอร์มที่บริษัทฯ กำหนด ผ่าน “ช่องทางการติดต่อ” ด้านล่าง โดยบริษัทฯ จะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาคำร้องให้แก่เจ้าของข้อมูล ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทฯ อาจปฏิเสธสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้

8. คุกกี้ (Cookie) และการใช้คุกกี้

ในการเข้าใช้งานเว็บไซด์ของบริษัทฯ จะมีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลโดยอัตโนมัติ คุกกี้บางส่วนมีความจำเป็นเพื่อให้เว็บไซต์มีการทำงานได้อย่างเหมาะสม และบางส่วนเป็นคุกกี้เพื่อมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ผู้ใช้งานสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในนโยบายคุกกี้ของบริษัทฯ

9. ช่องทางการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่
คณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ (Personal Data Protection Officer : DPO)

1. นายรัฐภูมิ นันทปถวี กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน และประธานคณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
E-mail : Rattapoom@sncformer.com
2. นางสาวสินีนารถ ไทยสงวนวรกุล ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร
E-mail : Sineenart@sncformer.com
3. นางสาวเนตรชนก ไทยสงวนวรกุล ผู้จัดการฝ่าย SCM และเลขานุการบริษัท
E-mail : Netchanok@sncformer.com
4. นายพรชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้จัดการแผนกตรวจสอบภายใน
E-mail : Pornchai@sncformer.com

หรือนำส่งมายังที่อยู่ของบริษัทฯ: เลขที่ 333/3 หมู่ 6 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 10560

10. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ อาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายฯ นี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยบริษัทฯ จะประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบอย่างชัดเจน ก่อนจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลง

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ขอบเขตหน้าที่ประธานกรรมการบริหาร

อำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร

ประธานกรรมการบริหารมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารบริษัท และจะต้องปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นอย่างดีที่สุด รวมถึงเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ดำเนินการให้มีการจัดทำและส่งมอบนโยบายทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท รวมถึงแผนงานและงบประมาณต่อคณะกรรมการบริหารและ/หรือคณะกรรมการบริษัทเพื่อขออนุมัติ และมีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าตามแผนและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารและ/หรือคณะกรรมการบริษัททุก 3 เดือน
  2. เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานทั่วไปของบริษัทเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบและข้อบังคับของบริษัท
  3. เป็นผู้มีอำนาจในการบังคับบัญชา ติดต่อ สั่งการ ดำเนินการตลอดจนเข้าลงนามในนิติกรรม สัญญา เอกสารคำสั่งหนังสือแจ้งหรือหนังสือใด ๆ ที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบุคคลอื่น ตลอดจนให้มีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นและสมควร เพื่อให้การดำเนินการข้างต้นสำเร็จลุล่วงไป
  4. ให้มีอำนาจในการมอบอำนาจช่วง และ/หรือ มอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนได้ โดยการมอบอำนาจช่วง และ/หรือ การมอบหมายดังกล่าวให้อยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ และ/หรือให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งที่คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ กลุ่มบริษัทกำหนดไว้ ทั้งนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการมอบอำนาจที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจสามารถอนุมัติรายการใดที่ตน บุคคลที่เกี่ยวข้อง บุคคลอาจมีความขัดแย้ง บุคคลมีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย มีอำนาจในการอนุมัติเรื่องดังกล่าว
  5. มีอำนาจสั่งการ ออกระเบียบ ประกาศ บันทึก เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการบริษัท หรือคณะกรรมการบริหาร หรือเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท
  6. การดำเนินงานใดๆ ที่ได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร และ/หรือ มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท
  7. พิจารณาการจัดสรรงบประมาณประจำปีที่ฝ่ายบริหารจัดทำ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาและ/หรือคณะกรรมการบริษัท ตามกรอบอำนาจอนุมัติที่คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแล้ว รวมทั้งควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของแต่ละหน่วยงาน
  8. พิจารณาประเมินผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกกลุ่มบริษัท
  9. มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการจัดซื้อ และใช้จ่ายเงินในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามปกติของบริษัท ซึ่งรวมถึง การจัดซื้อที่ดิน การอนุมัติการจัดซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้าง และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และรายจ่ายลงทุนสำหรับแต่ละรายการเป็นไปตามตารางอำนาจอนุมัติที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท
  10. พิจารณาการนำสิทธิและทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปก่อภาระผูกพันใดกับบุคคล บริษัท ห้างร้าน หรือสถาบันการเงิน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติ ทั้งนี้การดำเนินการข้างต้นต้องเป็นไปตามขอบเขตอำนาจอนุมัติที่คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาอนุมัติแล้ว
  11. พิจารณาผลกำไร และขาดทุนของบริษัทฯ การเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหรือเงินปันผลประจำปี เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริษัท รวมถึงที่ประชุมผู้ถือหุ้น (แล้วแต่กรณี) อนุมัติ
  12. ดำเนินการใดๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ตามการให้อำนาจจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายคณะกรรมการบริษัท

ทั้งนี้ การใช้อำนาจของประธานกรรมการบริหารดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถกระทำได้หากประธานกรรมการบริหารมีส่วนได้ส่วนเสียหรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะใดๆกับบริษัทในการใช้อำนาจดังกล่าว (ตามนิยามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และ/หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด) มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย และ/หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องประธานกรรมการบริหาร ไม่มีอำนาจอนุมัติการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยเรื่องดังกล่าวจะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น (แล้วแต่กรณี) เพื่ออนุมัติต่อไป ยกเว้นเป็นการอนุมัติรายการที่เป็นไปตามธุรกิจปกติและเงื่อนไขการค้าปกติซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ขอบเขตหน้าที่ประธานกรรมการบริหาร

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management Policy)

จากการดําเนินงานในปัจจุบันของบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จํากัด (มหาชน) ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ความเสี่ยงจากโรคระบาด ความเสี่ยงจากการภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยภายในการกําหนดกลยุทธ์การดําเนินงานของบริษัทฯ การบริหารจัดการข้อมูลภายใน และความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน เป็นต้น โดยเชื่อมั่นว่าการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จํากัด (มหาชน) สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในขณะเดียวกันก็ลดอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่คาดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านผลกําไร การปฏิบัติงานและความเชื่อถือจากผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ต่อองค์กร การป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรขององค์กร ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบจัดการและควบคุมที่ดี เสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ลงทุน พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

  1. บริษัทกำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานในหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้ดูแลความเสี่ยง โดยจะต้องมีบทบาทและส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารความเสี่ยงขององค์กร และมีความเข้าใจในหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง
  2. จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานตามหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) เพื่อช่วยลดโอกาสของการเกิดความเสี่ยงและผลกระทบจากความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอนในผลการดำเนินงานโดยรวม และเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จ
  3. ดำเนินการและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงให้ประสบความสำเร็จทั่วทั้งองค์กร โดยการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ ในการบ่งชี้ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  4. ส่งเสริมและกระตุ้นให้การบริหารความเสี่ยงเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
  5. ในการนี้ คณะกรรมการบริษัทจึงได้จัดให้มีคู่มือการบริหารความเสี่ยง สำหรับกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กร หน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละส่วนงาน รวมทั้งรวบรวมตัวอย่างความเสี่ยงที่สำคัญและการจัดการของบริษัทในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร ประกอบด้วยกรรมการ ผู้บริหารและหน่วยงานทั้งหมดในองค์กร โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่กำกับดูแลให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพขึ้นในองค์กร เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อองค์กร และสร้างความมั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงนั้นๆ

หน้าที่ความรับผิดชอบตามโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

ผู้ที่เกี่ยวข้อง หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง 1) กำหนดนโยบายและกรอบการดำเนินงานการบริหารความเสี่ยงทุกประเภทของบริษัทฯ
  2) จัดวางรูปแบบโครงสร้างของการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ กำหนด กลยุทธ์ที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง และจัดทำระบบเตือนภัยของความเสี่ยงทุกประเภทเพื่อจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้ ให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ
  3) กำกับ ดูแล ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อทบทวนและพัฒนาระบบความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้มีการจัดทำ วิเคราะห์ ประเมินปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งความเสี่ยงที่มาจากภายนอกและที่จะเกิดขึ้นภายในบริษัทฯ
  4) ดำเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
  5) ติดตามความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กรและสร้างความมั่นใจว่ามีแผนจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
  6) ส่งเสริมนโยบายการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจว่า กระบวนการบริหารความเสี่ยงได้รับการปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร
  7) ส่งเสริมพนักงานในหน่วยงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของการ บริหารความเสี่ยง
  8) สร้างความมั่นใจว่าแผนการบริหารความเสี่ยงได้ รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วน
2. คณะกรรมการตรวจสอบ 1) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร
  2) กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นอิสระ
  3) สื่อสารกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงที่สำคัญและเชื่อมโยงกับการควบคุมภายใน
3. หัวหน้างานและพนักงาน 1) ระบุและรายงานความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และนำแผนการบริหารความเสี่ยงไปปฏิบัติ
4. ผู้ตรวจสอบภายใน 1) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมต่อการจัดการความเสี่ยงและแผนจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามภายในองค์กร
  2) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมต่อการจัดการความเสี่ยงและแผนจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามภายในองค์กร 2) สื่อสารกับหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง ดำเนินการตรวจสอบภายในตามแนวความเสี่ยง (Risk-based Internal Control) และรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบเป็นรายไตรมาส

ความหมายของการบริหารความเสี่ยง1

ความเสี่ยง (Risk) คือ เหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะมีผลกระทบในเชิงลบ (Risk) หรือในเชิงบวก (Opportunity) ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรทั้งในทางกลยุทธ์การปฏิบัติงาน และการเงิน ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดของข้อมูล ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การทุจริต การลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน หรือภัยธรรมชาติ

ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร

การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดและผลกระทบต่อองค์กร และช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยการลดสิ่งที่ไม่คาดหวัง (Risk) จากการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเชิงบวก (Opportunity) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย

  1. สามารถประเมินความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงจากทุกหน่วยงานทั่วทั้งองค์กรเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในภาพรวมและจัดการแบบบูรณาการ
  2. สามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง
  3. คณะกรรมการและผู้บริหารมีความมั่นใจในการควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนธุรกิจโดยมีความเสี่ยงที่เหลืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  4. สนับสนุนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) สามารถเพิ่มมูลค่าของกิจการและสร้างความมั่นใจต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

การบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร(Enterprise Risk Management : ERM) คือ กระบวนการที่ปฏิบัติโดยคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และบุคลากรทุกคนในองค์กร ในการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร เพื่อสามารถจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ และให้ได้รับความมั่นใจในการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล เกิดจากปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้

  • การสนับสนุน - ผู้บริหารระดับสูงต้องสนับสนุน รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง

1 PriceWaterhouseCoopers, แนวทางการบริหารความเสี่ยง, (ฉบับปรับปรุงตุลาคม 2547), 2.

  • กระบวนการ - มีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานขององค์กรได้ตลอดเวลา และสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร
  • บุคลากร - การบริหารความเสี่ยงเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ และการปฏิบัติโดยพนักงานในทุกระดับ โดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
  • การสื่อสาร - มีการสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวกับความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยจัดให้มีการอบรมและใช้กลไกการบริหารทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง

เหตุแห่งความเสี่ยง2

วัตถุประสงค์ขององค์กรและสภาพแวดล้อมทางทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ความเสี่ยงที่องค์กรประสบอยู่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทั้งหลายที่องค์กรต้องเผชิญเกิดขึ้นโดยมีเหตุแห่งความเสี่ยง (Risk Driver) ที่มาจากปัจจัยภายในองค์กร เช่นวัฒนธรรมองค์กร บุคลากร หรือ อาจมาจากปัจจัยภายนอกองค์กร เช่น เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง เหตุแห่งความเสี่ยงที่มีลักษณะต่างๆ แสดงเป็นภาพได้ดังนี้

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicator หรือ KRI) คือ เครื่องมือที่ใช้วัดกิจกรรมที่อาจทำให้องค์กรมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงอาจมีหลายตัวก็ได้ ขึ้นอยู่กับการระบุสาเหตุความเสี่ยง

ประโยชน์ของดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

  1. ใช้ในการพิจารณาทิศทางของความเสี่ยงว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  2. เป็นสัญญาณเตือน เพื่อนำไปสู่การค้นหาสาเหตุและปรับปรุงแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์
  3. ใช้สนับสนุนการวัดความเสี่ยงเชิงปริมาณ และกิจกรรมการควบคุมภายใน
  4. แสดงถึงความสัมพันธ์ของการจัดการความเสี่ยงในด้านต่างๆ ขององค์กร เช่น ด้านการปฏิบัติงานและการเงิน

ตัวอย่างของดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

ความเสี่ยง ดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก
ความผันผวนของรายได้ อัตราความพึงพอใจของลูกค้า

อัตราการร้องเรียนจากลูกค้า

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ผลิตสินค้าไม่ทันตามแผน ระยะเวลาในการจัดส่งวัตถุดิบล่าช้า

อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงล่วงเวลา

จำนวนของเสีย

ขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ

อัตราการหมุนเวียนของพนักงาน

จำนวนชั่วโมงในการฝึกอบรม

กระบวนการบริหารความเสี่ยง3

กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่สําคัญ ดังนี้

3 Price Waterhouse Coopers

1.การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting) การกำหนดวัตถุประสงค์ในระดับองค์กรสายงานหรือส่วนงาน จะต้องสอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและเป้าหมายหลักขององค์กร อีกทั้งองค์กรควรมีการกำหนดวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ให้ชัดเจนและสื่อสารให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันโดยใช้หลัก “ SMART ”

Specific เฉพาะเจาะจง

Measurable สามารถวัดได้

Alignment สอดคล้องกับนโยบายหรือเป้าหมายหลัก

Realistic สามารถทำให้สำเร็จผลได้จริง

Time-bound มีช่วงเวลากำกับที่เเน่นอน

2.การบ่งชี้ความเสี่ยง (Risk Identification) เป็นการค้นหาว่ามีความเสี่ยงใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการขององค์กร โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทุกประเภททั้งภายในและภายนอกองค์กรและครอบคลุมความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความเสียหายที่มีผลกระทบในเชิงลบต่อองค์กร ความไม่แน่นอนที่อาจมีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ และเหตุการณ์ที่อาจทำให้องค์กรเสียโอกาสในการได้สิ่งที่ดี ความเสี่ยงจำแนกได้เป็นหลายประเภท โดยแบ่งกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีผลกระทบต่อเป้าหมายหรือแผนระยะยาว เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ สภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

2) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานและความสามารถในการปฏิบัติงานประจำวัน เช่น อุบัติเหตุ หรือภัยอันตราย (Hazard) เป็นต้น

3) ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจและการเงิน เช่น ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย หรือสภาพคล่อง เป็นต้น

4) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ (Compliance Risk)

เกิดจากการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ เช่น กฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) คือการพิจารณาความเสี่ยงที่มีอยู่ก่อนการควบคุมใดๆ (Inherent Risk) และความเสี่ยงที่คงเหลืออยู่หลังจากมีแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม (Residual Risk) โดยทำการประเมินระดับความรุนแรง ครอบคลุมถึงความมากน้อยของผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 มิติ ดังนี้

ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยง

โอกาสเกิดความเสี่ยง

ระดับ ระดับของโอกาส คำจำกัดความของแต่ละระดับ
5 สูงมาก (> 95%) คาดว่าเหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากในทุกสภาพการณ์
4 สูง (>50%-95%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นในสภาพการณ์ส่วนใหญ่
3 ปานกลาง (>25%-50%)

คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางเวลาเท่านั้น

2 ต่ำ (5%-25%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางเวลาเท่านั้น
1 ต่ำมาก (<5%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเกิดสภาพการณ์ผิดปกติ

ผลกระทบ

เกณฑ์การประเมิน 1
ต่ำมาก
2
ต่ำ
3
ปานกลาง
4
สูง
5
สูงมาก
ชื่อเสียง ภาพลักษณ์องค์กร ไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียง/ภาพลักษณ์ขององค์กร

 

อาจส่งผลกระทบด้านลบเพียงเล็กน้อย ส่งผลกระทบด้านลบในระยะสั้น ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีสาระสำคัญ ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีสาระสำคัญ และต่อเนื่องในระยะยาว
ความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ไม่มีการชะงักงันของกระบวนการและการดำเนินงาน

 

มีผลกระทบเล็กน้อยต่อกระบวนการและการดำเนินงาน บริหารจัดการได้ มีนัยสำคัญต่อกระบวนการและการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการและการดำเนินงานอย่างรุนแรง เกิดความล่าช้าของการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการและการดำเนินงานอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง เกิดความล่าช้าและไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย
การเงิน/ผลประกอบการ

เกิดผลกระทบมูลค่าต่ำกว่า 0.1 ลบ.

เกิดผลกระทบมูลค่า 0.1 ลบ. - 0.5 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่า > 0.5 ลบ. - 1.0 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่า > 1.0 ลบ. - 10 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่ามากกว่า 10 ลบ.
สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม มีการบาดเจ็บเล็กน้อย มีการบาดเจ็บเล็กน้อยในระดับปฐมพยาบาล มีการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ มีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยสาหัส ต้องพักรักษาตัวในรพ. ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต
การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ไม่มีผลกระทบ/ไม่มีการละเมิดกฎระเบียบ มีการละเมิดกฎระเบียบเล็กน้อยและสามารถแก้ไขได้ /มีการตักเตือนโดยวาจา จากหน่วย งานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบเล็กน้อย/ไม่สามารถแก้ไขได้/มีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบอย่างมีนัยสำคัญ/ไม่สามารถแก้ไขได้/ มีการแทรก แซงการบริหาร งานจากหน่วย งานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบทางการเงินและชื่อเสียงองค์กร

3. การจัดการความเสี่ยง (Risk Response) เป็นการกำหนดแนวทางดำเนินการป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีรวมกัน ด้วยหลักการ 4Ts ซึ่งได้แก่การยอมรับ การควบคุม การโอนย้าย หรือการหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงนั้น

Take (การยอมรับ) Treat (การควบคุม)
ยอมรับความเสี่ยง ใช้วิธีการเดิมจัดการความเสี่ยง โดยไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพิ่ม การหาวิธีการควบคุมเพิ่มเติมเพื่อจัดการหรือลดผลลัพท์ที่ไม่ปรารถนาด้วยตนเอง หรือลดความเสี่ยงให้เหลือในระดับที่ต้องการ เช่นการจัดทำแผนฉุกเฉิน การจัดทำมาตรฐานความปลอดภัย

 

Transfer (การโอนย้าย) Terminate (การหลีกเลี่ยง)
การโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นช่วยแบ่งความรับผิดชอบ เช่น การทำประกันภัย การจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทน (outsource)

ไม่ยอมรับความสี่ยงนั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ม

ในการกำหนดแนวทางการจัดการ จะต้องทำการวิเคราะห์ระดับความยอมรับหรือความพอใจในมาตรการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว (Degree of Acceptance) โดยเปรียบเทียบกับระดับความเสี่ยงและทรัพยากรที่มีอยู่โดยใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้

  • สีเขียว (Accepted Risk) มาตรการดีอยู่แล้วไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม
  • สีฟ้า (Mitigating Risk) ทำมาตรการเดิม แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงาน
  • สีส้ม (Volatile Risk) มาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องหามาตรการใหม่รองรับและ/หรือเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ
  • สีแดง (Unaccepted Risk) ยังไม่มีมาตรการรองรับ

5. การติดตามและรายงานความเสี่ยง (Monitoring and Reporting) เป็นกระบวนการสุดท้ายเพื่อรายงานความเสี่ยงจากทุกหน่วยงานในองค์กรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจการบริหารความเสี่ยงได้นำไปปฏิบัติใช้ทั่วทั้งองค์กรและ เพื่อให้ผู้บริหารได้ทำการสอบทานสถานะของความเสี่ยงและสามารถตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผลได้ทันเวลา สำหรับการติดตามการดำเนินงานตามแผนจัดการความเสี่ยงและทบทวนระดับความรุนแรงของความเสี่ยงมีการดําเนินการดังนี้

ความเสี่ยงระดับองค์กร

  1. ส่วนงานติดตามความก้าวหน้าของแผนจัดการความเสี่ยงและทบทวนระดับความเสี่ยงในการประชุมสายงาน
  2. คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ติดตามความเสี่ยงระดับองค์กรจากผู้ประสานงานความเสี่ยงประจำสายงาน (Risk Coordinator) เป็นรายไตรมาส
  3. สรุปและจัดทํารายงานความเสี่ยง ระดับองค์กรเสนอ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร (RMC) เพื่อดูแลในภาพรวมและประธาน RMC นำเสนอผลสรุป และทบทวนความเสี่ยง มีการรายงานประชุมต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  4. แจ้งสายงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบถึงผลประเมินความเสี่ยงจากการประชุม RMC และความเห็นของกรรมการ

ความเสี่ยงระดับสายงาน/ส่วนงาน

  1. ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) รายงานผลต่อผู้จัดการบริหารความเสี่ยง (Risk Manager) เพื่อทบทวนการดำเนินงานตามแผนจัดการความเสี่ยงและปรับลดระดับ ความเสี่ยงตามแผนที่กำหนดไว้
  2. คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ติดตามความเสี่ยงระดับสายงาน/ส่วนงาน ที่ถึงกำหนดลดระดับความเสี่ยง Effective Date จาก Risk Coordinator เป็นรายไตรมาส

การรายงานความเสี่ยงสามารถใช้แผนผังความเสี่ยง แบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงและแบบฟอร์มรายงานความก้าวหน้าแผนจัดการความเสี่ยง (ดูตัวอย่างในภาคผนวก) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเข้าใจง่าย เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสของการเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบของความเสี่ยง (Impact)

ตัวอย่างความเสี่ยงที่สําคัญและการจัดการของบริษัท

1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

วัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อย คือ ทองแดง อลูมิเนียม ทองเหลือง เหล็กแผ่น และเม็ดพลาสติก โดยทองแดงเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เป็นสินค้าประเภท Commodity ที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายตามราคาตลาดโลก ทั้งนี้จากสภาพเศรษฐกิจของโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองแดง อาจมีความผันผวนในอนาคต ซึ่งการผันผวนของราคาทองแดงอาจส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเพิ่มสูงขึ้นด้วย

การจัดการความเสี่ยง

ผู้บริหารของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้วางแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถลดความเสี่ยงจากราคาทองแดงที่มีความผันผวนในอนาคตโดย

  1. จับคู่ราคาซื้อทองแดงให้เท่ากับต้นทุนที่ใช้กำหนดราคาขาย โดยบริษัทสามารถเลือกซื้อทองแดงได้จากซัพพลายเออร์รายใหญ่ 3 ราย เพื่อให้ได้ราคาซื้อที่เท่ากับราคาขาย
  2. สั่งซื้อทองแดงในปริมาณที่ไม่เกินกว่าที่จะผลิตและขายให้กับลูกค้า โดยกำหนดให้มีการ ประชุมกับลูกค้าอย่างชัดเจนสำหรับจำนวนการซื้อและขายแต่ละเดือน
  3. ควบคุมการสั่งซื้อและการบริหารสินค้าคงคลังให้มีปริมาณสินค้าคงเหลือในมือน้อยที่สุด
  4. ลูกค้าสั่งจองทองแดงกับซัพพลายเออร์ โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยจะสั่งซื้อทองแดงตามราคาที่ลูกค้าสั่งจองและใช้ในการกำหนดราคาขายกับลูกค้า

2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่

บริษัทฯ มีลูกค้ารายใหญ่ xx ราย มียอดรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ xx หากลูกค้ารายนี้ยกเลิกหรือลดปริมาณการว่าจ้างลงอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ

การจัดการความเสี่ยง

  1. สร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ารายดังกล่าว โดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านคุณภาพ ราคา การส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา ตลอดจนการบริการทั้งก่อนและหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นต่อบริษัทฯ
  2. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และแผนการผลิตร่วมกับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น
  3. จัดหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติม โดยการเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่ม ODM และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า

3. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการนำเข้าวัตถุดิบและจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจึงอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานได้

การจัดการความเสี่ยง

จัดทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) ทั้งด้านซื้อวัตถุดิบ และการขายสินค้า

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร

นโยบายสิทธิมนุษยชน

นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ( Human Rights Policy )

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการประกอบและการผลิตชิ้นส่วนเครื่องปรับอำกำศ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป บริษัทฯ มีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจอย่ำงมีคุณธรรม ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ตามหลักบรรษัทภิบาลและจรรยาบรรณในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และหลักสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนและการปฏิบัติตามข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ และปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐาน

เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ ปลอดจำกการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนได้รับการรับรองหรือคุ้มครองให้ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เพราะความแตกต่างทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ ภาษา อายุ สีผิว การศึกษา สถานะทางสังคมหรือเรื่องอื่นใดตามกฎหมายของแต่ละประเทศ และตามสนธิสัญญาที่แต่ละประเทศมีพันธกรณีจะต้องปฏิบัติตาม

นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ เคารพและปฏิบัติตามหลักกฎหมายเรื่องสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครอง ทั้งโดยกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยรวมถึง

การปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ

การหลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

การสนับสนุนส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

การสื่อสาร เผยแพร่ ให้ความรู้ ทำความเข้ำใจ กำหนดแนวทำง สอดส่องดูแล และให้การสนับสนุนอื่นใด แก่ผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจตลอดจนห่วงโซ่ คุณค่าของธุรกิจ ( Business Value Chain ) ผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ (Supplier) ผู้รับเหมา ( Contractor) ตลอดจนผู้ร่วมธุรกิจ ( Joint Venture) เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักสิทธิมนุษยชนตามแนวนโยบายนี้

แนวทางการปฏิบัติ

  1. ให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมโดยไม่แบ่งแยกความแตกต่างในทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ ภาษา อายุ สีผิว การศึกษา สถำนะทางสังคมหรือเรื่องอื่นใด
  2. ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิด การละเมิดสิทธิมนุษยชนในการดำเนิน สอดส่องดูแลเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน
  3. สนับสนุนส่งเสริมการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไม่ยอมรับการใช้แรงงานเด็กอย่างผิดกฎหมายไม่ให้บุคคลใดถูกหลอกลวง บังคับใช้แรงงานเป็นทาสหรือบังคับให้กระทำการอันมิชอบทุกรูปแบบ
  4. สื่อสาร เผยแพร่ ให้ความรู้ ทำความเข้าใจ กำหนดแนวทาง และการให้การสนับสนุนอื่นใด แก่ผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่ คุณค่าของธุรกิจ (Business Value Chain) ผู้ส่งมอบสินค้าและบริการ (Supplier) ผู้รับเหมา (Contractor) ตลอดจนผู้ร่วมธุรกิจ (Joint Venture) เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรม เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และปฏิบัติต่อทุกคนตามหลักสิทธิมนุษยชนตามแนวนโยบายนี้
  5. พัฒนาและดำเนินกระบวนการจัดการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะระบุประเด็นและประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน วางแผน กำหนดแนวทางการแก้ไขและป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้สอดคล้องตามแนวทางการจัดการความเสี่ยงขององค์กร
  6. สอดส่องดูแลเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน ไม่ละเลยหรือเพิกเฉยเมื่อพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ต้องรายงาน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบหรือบุคคลที่รับผิดชอบทราบและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ หากมีข้อสงสัยหรือข้อซักถามให้ปรึกษำกับผู้บังคับบัญชา หรือบุคคลที่รับผิดชอบผ่านช่องทางต่างๆที่กำหนดให้
  7. บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือจะให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองบุคคลที่แจ้งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือโดยใช้มำตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน หรือผู้ที่ให้ความร่วมมือในการรำยงำนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามที่ บริษัท ฯ กำหนดไว้
  8. บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ในเครือ มุ่งมั่นที่จะสร้างและรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นต่อการเคารพสิทธิมนุษยชนตามนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนนี้

นโยบายสิทธิมนุษยชน

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับลูกค้า

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในฐานะลูกค้าของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงได้จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับลูกค้า (“ประกาศฯ”) ฉบับนี้ขึ้น เพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงวิธีการที่บริษัทฯ ปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (“กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”) ซึ่งรวมถึงวิธีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน (“ประมวลผลข้อมูล”) วัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล บุคคลหรือหน่วยงานที่อาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนแจ้งสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมช่องทางการติดต่อบริษัทฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ ได้แก่ ลูกค้า ซึ่งหมายถึง บุคคลที่จะซื้อสินค้า และ/หรือรับบริการจากบริษัทฯ ไม่ว่าจะได้ลงทะเบียนเป็นลูกค้ากับทางบริษัทฯ แล้วหรือไม่ และให้หมายรวมถึง บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องหรือเป็นตัวแทนของลูกค้าซึ่งเป็นนิติบุคคล เช่น กรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้แทน หรือบุคคลธรรมดาอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น และรวมถึงบุคคลที่มีข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกับบริษัทฯ เช่น ผู้สั่งซื้อ ผู้รับสินค้า ผู้สั่งจ่ายเช็ค และผู้ประสานงาน เป็นต้น ตลอดจนบุคคลผู้เข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ เพื่อศึกษาดูงานของบริษัทฯ

2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. 2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ถูกเก็บรวบรวมและประมวลผลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ หมายถึงข้อมูลดังต่อไปนี้
    1. 2.1.1. ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารราชการ (เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบขับขี่ เป็นต้น) วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ สัญชาติ รูปถ่าย ลายมือชื่อ ความสัมพันธ์กับบุคคลในบริษัทฯ สถานที่ทำงาน และตำแหน่งงาน เป็นต้น
    2. 2.1.2. ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ไอดีสำหรับแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ (เช่น Line WeChat WhatsApp เป็นต้น) ข้อมูลผู้ที่สามารถติดต่อในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น
    3. 2.1.3. ข้อมูลลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล เช่น ข้อมูลบริษัทเบื้องต้น ชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล สถานที่ตั้งบริษัท หนังสือรับรองบริษัท งบการเงินปีล่าสุด ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน สำเนา ภ.พ.09 สำเนา ภ.พ.20 เป็นต้น
    4. 2.1.4. ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรม เช่น รหัสลูกค้า รายละเอียดการสั่งซื้อ (เช่น รายการสินค้า จำนวนสินค้าที่ต้องการ และราคาสินค้า เป็นต้น) สถานที่จัดส่งสินค้า สถานที่จัดส่งใบแจ้งหนี้ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม หรือเอกสารหลักประกัน เป็นต้น
    5. 2.1.5. ข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงิน เช่น จำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน เลขที่บัญชีธนาคาร รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏในใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี เป็นต้น
    6. 2.1.6. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ศาสนา ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ (เช่น ลายนิ้วมือ ภาพจำลองสแกนใบหน้า เป็นต้น) ประวัติอาชญากรรม เป็นต้น
    7. 2.1.7. ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ ข้อมูลบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรือบันทึกการประชุม เป็นต้น
  2. 2.2. วิธีการที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
    1. 2.2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับจากท่านโดยตรง
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากท่านโดยตรง เช่น เมื่อท่านติดต่อสื่อสาร สอบถามข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียนแก่บริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบลายลักษณ์อักษร วาจา หรือโดยวิธีการอื่นใด เมื่อท่านตอบแบบฟอร์มการคัดเลือกลูกค้ารายใหม่ เมื่อท่านเข้าทำสัญญากับบริษัทฯ เพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากบริษัทฯ เมื่อท่านให้ข้อมูลเพื่อการเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ หรือเมื่อท่านส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏอยู่มาให้แก่บริษัทฯ เป็นต้น
    2. 2.2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับมาโดยอ้อม
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาจากแหล่งอื่น เช่น จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ แหล่งข้อมูลบริษัทต้นสังกัด ตัวแทน/บุคลากร หรือผู้ใกล้ชิดของท่าน หรือแหล่งข้อมูลทางการค้า ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเองหรือได้ให้ความยินยอมแก่ผู้ใดในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังกล่าว ทั้งนี้ รวมไปถึงการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยอัตโนมัติผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การใช้คุกกี้ (Cookies) หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู นโยบายการใช้คุกกี้)

3. การขอความยินยอม

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ระบุในประกาศฯ ฉบับนี้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมจากท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน บริษัทฯ จะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่านก่อนหรือขณะเก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ อาจมีข้อยกเว้นบางประการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

สำหรับกรณีที่บริษัทฯ ได้เก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ บริษัทฯ จะเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทฯ ได้แจ้งไว้แก่ท่าน ซึ่งท่านมีสิทธิยกเลิกความยินยอมดังกล่าวได้ โดยติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุไว้ในท้ายประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำขอยกเลิกความยินยอมของท่าน และดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

4. วัตถุประสงค์ และฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 4.1. บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ภายใต้ฐานทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
    ลำดับ วัตถุประสงค์ ฐานทางกฎหมาย
    1. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการลงทะเบียนเปิดบัญชีลูกค้า และการตรวจสอบยืนยันตัวตนของลูกค้า (Know Your Customer และ/หรือ Due Diligence) เพื่อตรวจสอบสถานะการดำเนินกิจการและการเงินของบริษัท ประวัติของบริษัท เพื่อประเมินความเหมาะสม และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจเข้าทำธุรกรรม รวมถึงเพื่อตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันตัวตนของลูกค้า อำนาจการลงนามผูกพันบริษัทของตัวแทน หรือผู้ติดต่อของลูกค้า และคุณสมบัติของลูกค้าในรูปแบบอื่น ๆ ตามที่สมควร ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    2. เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำและปฏิบัติตามสัญญา และการวางหลักประกันตามสัญญา และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นต่อธนาคาร สถาบันการเงิน และหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและสมควร ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    3. เพื่อการบริหารจัดการคำสั่งซื้อสินค้าหรือบริการจากลูกค้า รวมถึงการตกลงราคาและเงื่อนไขการชำระราคา ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    4. เพื่อการจัดเตรียมสินค้าหรือให้บริการ การชำระค่าสินค้าหรือบริการ และดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำใบยืนยันคำสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ การจัดส่งสินค้า ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    5. เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นตามสมควร ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    6. เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องและการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ตำรวจ อัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานบังคับคดี เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    7. เพื่อการดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับลูกค้าในระบบของบริษัทฯ เพื่อให้มีความครบถ้วนถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    8. เพื่อการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือนักลงทุนของบริษัทฯ ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    9. เพื่อการตรวจสอบดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัย หรือระงับเหตุการณ์ใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของบุคคลและบริษัทฯ และเพื่อการบริหารจัดการด้านสุขภาพอนามัย เช่น การติดตั้งและบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) การสอบถามประวัติสุขภาพ โรคติดต่อ และประวัติอาชญากรรม เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
    10. เพื่อประโยชน์ในการประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาสินค้าหรือบริการของบริษัทฯ ตามข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียนจากลูกค้า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า หรือบุคคลอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    11. เพื่อการเก็บและใช้ข้อมูลของลูกค้า เช่น ชื่อ นามสกุล ตำแน่ง ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซด์ของบริษัทฯ สื่อออนไลน์ วีดีทัศน์ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ งานสัมมนา เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. 4.2. เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลนั้น เป็นข้อมูลมีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อการเข้าทำสัญญากับท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อ 4.1 ข้างต้น หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นดังกล่าวแก่บริษัทฯ อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรืออาจทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับท่านได้ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้ทำกับท่านได้ (แล้วแต่กรณี) ในกรณีดังกล่าวบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธ/ยกเลิกการทำสัญญากับท่าน
  3. 4.3. ในกรณีที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในลักษณะ และ/หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ข้างต้น บริษัทฯ จะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม และ/หรือมีหนังสือไปยังท่านเพื่ออธิบายการประมวลผลข้อมูลในลักษณะดังกล่าว เพื่อพิจารณาประกอบกับประกาศฯ ฉบับนี้

5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 5.1. ภายใต้วัตถุประสงค์ตามข้อ 4. ของประกาศฯ ฉบับนี้และตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลและหน่วยงานเท่าที่จำเป็นและสมควร ดังต่อไปนี้
    1. (ก) บุคคล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในบริษัทฯ และบริษัทในเครือของบริษัทฯ
    2. (ข) คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการ และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ มอบหมายหรือว่าจ้างให้ทำหน้าที่บริหารจัดการ/ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทฯ ในการให้บริการต่าง ๆ การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการชำระเงิน บริการขนส่ง บริการประกันภัย การทำการตลาด หรือบริการอื่นใดที่อาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการขนส่ง เป็นต้น
    3. (ค) ที่ปรึกษาของบริษัทฯ เช่น ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นใดทั้งภายใน และภายนอกของบริษัทฯ เป็นต้น
    4. (ง) ผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุนของบริษัทฯ
    5. (จ) หน่วยงาน องค์กร หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย หรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาล และกรมบังคับคดี เป็นต้น
    6. (ฉ) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคล หรือหน่วยงานนั้น ๆ
  2. 5.2. ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทฯ จะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทฯ จะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ โดยในบางกรณี บริษัทฯ อาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศดังกล่าว

6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ประกาศฯ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอาจจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ จะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัทฯ และของบุคคลอื่นซึ่งให้บริการแก่บริษัทฯ (ถ้ามี) หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามระยะเวลาที่จำเป็นตามที่กฎหมายหรืออายุความทางกฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการดำเนินคดีตามกฎหมายของบริษัทฯ เป็นต้น

7. สิทธิต่างๆ ของท่านเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังต่อไปนี้ ภายใต้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากท่านประสงค์ที่จะขอใช้สิทธิของท่านในข้อใด ท่านสามารถติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้

  1. 7.1. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในกรณีที่บริษัทฯ อาศัยความยินยอมของท่านในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลฯ ของท่าน ท่านมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัทฯ ได้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมของท่านจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนที่ท่านเคยให้ความยินยอมแล้วตามกฎหมาย
  2. 7.2. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและขอให้บริษัทฯ ทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ท่าน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  3. 7.3. สิทธิในการขอให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิที่จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับท่าน รวมถึงมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นหรือตัวท่านเอง เว้นแต่โดยสภาพไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  4. 7.4. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ท่านมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  5. 7.5. สิทธิในการขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล ท่านอาจขอให้บริษัทฯ ลบ ทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  6. 7.6. สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิขอให้บริษัทฯ ระงับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลกำหนด
  7. 7.7. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน หรือไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  8. 7.8. สิทธิในการยื่นข้อร้องเรียน หากท่านมีความกังวลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของบริษัทฯ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โปรดติดต่อบริษัทฯ ผ่านทางช่องทางติดต่อตามที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าบริษัทฯ ได้ทำการ ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิยื่นข้อร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามระเบียบและวิธีการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำร้องขอใช้สิทธิของท่านและดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

8. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงประกาศฯ

บริษัทฯ อาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขประกาศฯ นี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัท โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ จะประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบผ่านทางเว็บไซด์ของบริษัทฯ และ/หรือแจ้งให้ท่านทราบผ่านทางอีเมล โดยหากมีกรณีที่ต้องขอความยินยอมจากท่านในการประมวลผลข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการขอความยินยอมจากท่านเพิ่มเติมด้วย

9. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล/วิธีการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่คณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ (Personal Data Protection Officer : DPO)

1. นายรัฐภูมิ นันทปถวี กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน และประธานคณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีเมลล์: Rattapoom@sncformer.com
2. นางสาวสินีนารถ ไทยสงวนวรกุล ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร
อีเมลล์: Sineenart@sncformer.com
3. นางสาวเนตรชนก ไทยสงวนวรกุล ผู้จัดการฝ่าย SCM และเลขานุการบริษัท
อีเมลล์: Netchanok@sncformer.com
4. นายพรชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้จัดการแผนกตรวจสอบภายใน
อีเมลล์: Pornchai@sncformer.com

หรือนำส่งมายังที่อยู่ของบริษัทฯ : เลขที่ 333/3 หมู่ 6 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ 10560

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับลูกค้า

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับคู่ค้า

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในฐานะคู่ค้าของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงได้จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับคู่ค้า (“ประกาศฯ”) ฉบับนี้ขึ้น เพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงวิธีการที่บริษัทฯ ปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (“กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”) ซึ่งรวมถึงวิธีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน (“ประมวลผลข้อมูล”) วัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล บุคคลหรือหน่วยงานที่อาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนแจ้งสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมช่องทางการติดต่อบริษัทฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ ได้แก่ คู่ค้า ซึ่งหมายถึง บุคคลที่เข้าเสนอราคาเพื่อขายสินค้า และ/หรือให้บริการแก่บริษัทฯ ไม่ว่าจะได้ลงทะเบียนเป็นคู่ค้ากับทางบริษัทฯ แล้วหรือไม่ และให้หมายรวมถึง บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องหรือเป็นตัวแทนของคู่ค้าซึ่งเป็นนิติบุคคล เช่น กรรมการบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้แทน หรือบุคคลธรรมดาอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น และรวมถึงบุคคลที่มีข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏในเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานกับบริษัทฯ เช่น ผู้ขายหรือตัวแทนขายวัตถุดิบ ผู้ผลิตและขายอุปกรณ์/ชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ที่ปรึกษา ผู้ส่งสินค้า และผู้ประสานงาน เป็นต้น ตลอดจนบุคคลผู้เข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ เพื่อศึกษาดูงานของบริษัทฯ

2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. 2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ถูกเก็บรวบรวมและประมวลผลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ หมายถึงข้อมูลดังต่อไปนี้
    1. 2.1.1. ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารราชการ (เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบขับขี่ เป็นต้น) วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ สัญชาติ รูปถ่าย ลายมือชื่อ ความสัมพันธ์กับบุคคลในบริษัทฯสถานที่ทำงาน และตำแหน่งงาน เป็นต้น
    2. 2.1.2. ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ไอดีสำหรับแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ (เช่น Line WeChat WhatsApp เป็นต้น) ข้อมูลผู้ที่สามารถติดต่อในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น
    3. 2.1.3. ข้อมูลคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคล เช่น ข้อมูลบริษัทเบื้องต้น ชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล สถานที่ตั้งบริษัท หนังสือรับรองบริษัท งบการเงินปีล่าสุด ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน สำเนา ภ.พ.09 สำเนา ภ.พ.20 เป็นต้น
    4. 2.1.4. ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรม เช่น รหัสคู่ค้า คำสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ รายละเอียดของสินค้า (เช่น รายการสินค้า จำนวนสินค้า น้ำหนักสุทธิ คุณภาพของวัตถุดิบ และราคา เป็นต้น) ใบรับสินค้า สัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรม หรือเอกสารหลักประกัน เป็นต้น
    5. 2.1.5. ข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงิน เช่น จำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน เลขที่บัญชีธนาคาร รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏในใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี เป็นต้น
    6. 2.1.6. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ศาสนา ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ (เช่น ลายนิ้วมือ ภาพจำลองสแกนใบหน้า เป็นต้น) ประวัติอาชญากรรม เป็นต้น
    7. 2.1.7. ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ ข้อมูลบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรือบันทึกการประชุม เป็นต้น
  2. 2.2. วิธีการที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
    1. 2.2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับจากท่านโดยตรง
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากท่านโดยตรง เช่น เมื่อท่านติดต่อสื่อสาร สอบถามข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียนแก่บริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบลายลักษณ์อักษร วาจา หรือโดยวิธีการอื่นใด เมื่อท่านตอบแบบฟอร์มการคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ เมื่อท่านเข้าทำสัญญากับบริษัทฯ เพื่อขายสินค้าหรือให้บริการแก่บริษัทฯ เมื่อท่านให้ข้อมูลเพื่อการเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ หรือเมื่อท่านส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏอยู่มาให้แก่บริษัทฯ เป็นต้น
    2. 2.2.2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับมาโดยอ้อม
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาจากแหล่งอื่น เช่น จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ แหล่งข้อมูลบริษัทต้นสังกัด ตัวแทน/บุคลากร หรือผู้ใกล้ชิดของท่าน หรือแหล่งข้อมูลทางการค้า ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเองหรือได้ให้ความยินยอมแก่ผู้ใดในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังกล่าว ทั้งนี้ รวมไปถึงการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยอัตโนมัติผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การใช้คุกกี้ (Cookies) หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู นโยบายการใช้คุกกี้)

3. การขอความยินยอม

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ระบุในประกาศฯ ฉบับนี้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมจากท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน บริษัทฯ จะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่านก่อนหรือขณะเก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ อาจมีข้อยกเว้นบางประการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

สำหรับกรณีที่บริษัทฯ ได้เก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ บริษัทฯ จะเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทฯ ได้แจ้งไว้แก่ท่าน ซึ่งท่านมีสิทธิยกเลิกความยินยอมดังกล่าวได้ โดยติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุไว้ในท้ายประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำขอยกเลิกความยินยอมของท่าน และดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

4. วัตถุประสงค์ และฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 4.1. บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ภายใต้ฐานทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
    ลำดับ วัตถุประสงค์ ฐานทางกฎหมาย
    1. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการลงทะเบียนเปิดบัญชีคู่ค้า และการตรวจสอบยืนยันตัวตนของคู่ค้า (Know Your Customer และ/หรือ Due Diligence) เพื่อตรวจสอบสถานะการดำเนินกิจการและการเงินของบริษัท ประวัติของบริษัท เพื่อประเมินความเหมาะสม และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจเข้าทำธุรกรรม รวมถึงเพื่อตรวจสอบพิสูจน์ยืนยันตัวตนของคู่ค้า อำนาจการลงนามผูกพันบริษัทของตัวแทน หรือผู้ติดต่อของคู่ค้า และคุณสมบัติของคู่ค้าในรูปแบบอื่น ๆ ตามที่สมควร ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    2. เพื่อการวิเคราะห์ ประเมิน และคัดเลือกคู่ค้า หรือบุคคลที่จะมาเป็นคู่ค้า รวมถึงการบริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้าง การเสนอราคา และเปรียบเทียบราคา ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    3. เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำและปฏิบัติตามสัญญา และการวางหลักประกันตามสัญญา และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นต่อธนาคาร สถาบันการเงิน และหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและสมควร ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    4. เพื่อการประสานงานเพื่อการซื้อสินค้าหรือบริการ การชำระราคาค่าสินค้าหรือบริการ และดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดทำคำสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ การขนส่งสินค้า การตรวจรับสินค้า เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายและเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    5. เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัทฯ และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องและจำเป็นตามสมควร ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    6. เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องและการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ตำรวจ อัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานบังคับคดี เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    7. เพื่อการดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับคู่ค้าในระบบของบริษัทฯ เพื่อให้มีความครบถ้วนถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    8. เพื่อการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือนักลงทุนของบริษัทฯ ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    9. เพื่อการตรวจสอบดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัย หรือระงับเหตุการณ์ใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของบุคคลและบริษัทฯ และเพื่อการบริหารจัดการด้านสุขภาพอนามัย เช่น การติดตั้งและบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) การสอบถามประวัติสุขภาพ โรคติดต่อ และประวัติอาชญากรรม เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
    10. เพื่อการประเมิน เสนอแนะ หรือร้องเรียนต่อคู่ค้า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า หรือบุคคลอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    11. เพื่อการเก็บและใช้ข้อมูลของคู่ค้า เช่น ชื่อ นามสกุล ตำแน่ง ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซด์ของบริษัทฯ สื่อออนไลน์ วีดีทัศน์ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ งานสัมมนา เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. 4.2. เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลนั้น เป็นข้อมูลมีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อการเข้าทำสัญญากับท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อ 4.1 ข้างต้น หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นดังกล่าวแก่บริษัทฯ อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรืออาจทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับท่านได้ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้ทำกับท่านได้ (แล้วแต่กรณี) ในกรณีดังกล่าวบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธ/ยกเลิกการทำสัญญากับท่าน
  3. 4.3. ในกรณีที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในลักษณะ และ/หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ข้างต้น บริษัทฯ จะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม และ/หรือมีหนังสือไปยังท่านเพื่ออธิบายการประมวลผลข้อมูลในลักษณะดังกล่าว เพื่อพิจารณาประกอบกับประกาศฯ ฉบับนี้

5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 5.1. ภายใต้วัตถุประสงค์ตามข้อ 4. ของประกาศฯ ฉบับนี้และตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลและหน่วยงานเท่าที่จำเป็นและสมควร ดังต่อไปนี้
    1. (ก) บุคคล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในบริษัทฯ และบริษัทในเครือของบริษัทฯ
    2. (ข) คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการ และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ มอบหมายหรือว่าจ้างให้ทำหน้าที่บริหารจัดการ/ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทฯ ในการให้บริการต่าง ๆ การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการชำระเงิน บริการขนส่ง บริการประกันภัย การทำการตลาด หรือบริการอื่นใดที่อาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการขนส่ง เป็นต้น
    3. (ค) ที่ปรึกษาของบริษัทฯ เช่น ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นใดทั้งภายใน และภายนอกของบริษัทฯ เป็นต้น
    4. (ง) ผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุนของบริษัทฯ
    5. (จ) หน่วยงาน องค์กร หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย หรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศาล และกรมบังคับคดี เป็นต้น
    6. (ฉ) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคล หรือหน่วยงานนั้น ๆ
  2. 5.2. ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทฯ จะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทฯ จะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ โดยในบางกรณี บริษัทฯ อาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศดังกล่าว

6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ประกาศฯ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอาจจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ จะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัทฯ และของบุคคลอื่นซึ่งให้บริการแก่บริษัทฯ (ถ้ามี) หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามระยะเวลาที่จำเป็นตามที่กฎหมายหรืออายุความทางกฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการดำเนินคดีตามกฎหมายของบริษัทฯ เป็นต้น

7. สิทธิต่างๆ ของท่านเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังต่อไปนี้ ภายใต้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากท่านประสงค์ที่จะขอใช้สิทธิของท่านในข้อใด ท่านสามารถติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้

  1. 7.1. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในกรณีที่บริษัทฯ อาศัยความยินยอมของท่านในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลฯ ของท่าน ท่านมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัทฯ ได้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมของท่านจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนที่ท่านเคยให้ความยินยอมแล้วตามกฎหมาย
  2. 7.2. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและขอให้บริษัทฯ ทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ท่าน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  3. 7.3. สิทธิในการขอให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิที่จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับท่าน รวมถึงมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นหรือตัวท่านเอง เว้นแต่โดยสภาพไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  4. 7.4. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ท่านมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  5. 7.5. สิทธิในการขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล ท่านอาจขอให้บริษัทฯ ลบ ทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  6. 7.6. สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิขอให้บริษัทฯ ระงับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลกำหนด
  7. 7.7. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน หรือไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  8. 7.8. สิทธิในการยื่นข้อร้องเรียน หากท่านมีความกังวลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของบริษัทฯ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โปรดติดต่อบริษัทฯ ผ่านทางช่องทางติดต่อตามที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าบริษัทฯ ได้ทำการ ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิยื่นข้อร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามระเบียบและวิธีการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำร้องขอใช้สิทธิของท่านและดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

8. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงประกาศฯ

บริษัทฯ อาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขประกาศฯ นี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัท โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ จะประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบผ่านทางเว็บไซด์ของบริษัทฯ และ/หรือแจ้งให้ท่านทราบผ่านทางอีเมล โดยหากมีกรณีที่ต้องขอความยินยอมจากท่านในการประมวลผลข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการขอความยินยอมจากท่านเพิ่มเติมด้วย

9. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล/วิธีการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ (Personal Data Protection Officer : DPO)

1. นายรัฐภูมิ นันทปถวี กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน และประธานคณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีเมลล์: Rattapoom@sncformer.com
2. นางสาวสินีนารถ ไทยสงวนวรกุล ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร
อีเมลล์: Sineenart@sncformer.com
3. นางสาวเนตรชนก ไทยสงวนวรกุล ผู้จัดการฝ่าย SCM และเลขานุการบริษัท
อีเมลล์: Netchanok@sncformer.com
4. นายพรชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้จัดการแผนกตรวจสอบภายใน
อีเมลล์: Pornchai@sncformer.com

หรือนำส่งมายังที่อยู่ของบริษัทฯ : เลขที่ 333/3 หมู่ 6 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ 10560

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับคู่ค้า

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับบุคลากร

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในฐานะบุคลากรของบริษัทฯ บริษัทฯ จึงได้จัดทำประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับคู่ค้า (“ประกาศฯ”) ฉบับนี้ขึ้น เพื่อแจ้งให้ท่านทราบถึงวิธีการที่บริษัทฯ ปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมาย อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (“กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”) ซึ่งรวมถึงวิธีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน (“ประมวลผลข้อมูล”) วัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูล ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล ระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล บุคคลหรือหน่วยงานที่อาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนแจ้งสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมช่องทางการติดต่อบริษัทฯ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

ประเภทของบุคคลที่บริษัทฯ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ ได้แก่ บุคลากร ซึ่งหมายถึง บุคคลซึ่งทำงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ให้กับบริษัทฯ โดยได้รับค่าจ้าง สวัสดิการ หรือค่าตอบแทนอื่นใดเพื่อตตอบแทนการทำงาน เช่น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ผู้ฝึกงาน ผู้รับจ้าง หรือบุคคลอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และให้หมายรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของบริษัทฯ ผู้ที่ข้อมูลส่วนบุคคลปรากฏในเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เช่น บุคคลในครอบครัว (เช่น บิดา มารดา คู่สมรส และบุตร เป็นต้น) บุคคลที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน บุคคลอ้างอิง (Reference Person) ผู้รับผลประโยชน์ และผู้ค้ำประกันการทำงาน เป็นต้น ตลอดจนผู้สมัครที่อาจได้รับคัดเลือกเป็นบุคลากรของบริษัทฯ

2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

  1. 2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่ถูกเก็บรวบรวมและประมวลผลภายใต้ประกาศฯ ฉบับนี้ หมายถึงข้อมูลดังต่อไปนี้
    1. 2.1.1. ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล ข้อมูลที่ปรากฎในเอกสารราชการ (เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบขับขี่ เป็นต้น) วันเดือนปีเกิด อายุ เพศ สัญชาติ รูปถ่าย ลายมือชื่อ สถานภาพการสมรส สถานภาพการเกณฑ์ทหาร ประวัติการศึกษา และการฝึกอบรมต่าง ๆ (เช่น ระดับการศึกษา ชื่อสถาบัน คณะและสาขาวิชาที่เรียน หนังสือรับรองคุณวุฒิ ใบแสดงผลการศึกษา ประกาศนียบัตร เป็นต้น) ความสามารถด้านต่าง ๆ (เช่น ด้านภาษา ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเทคนิควิศวกรรมและเทคโนโลยี เป็นต้น) ประวัติการทำงาน (เช่น สถานที่ทำงาน ตำแน่งงาน เงินเดือน เป็นต้น) ความสัมพันธ์กับบุคคลในบริษัทฯ เป็นต้น
    2. 2.1.2. ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ไอดีสำหรับแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ (เช่น Line WeChat WhatsApp เป็นต้น) ข้อมูลผู้ที่สามารถติดต่อในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น
    3. 2.1.3. ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ศาสนา ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลชีวภาพ (เช่น ลายนิ้วมือ ภาพจำลองสแกนใบหน้า เป็นต้น) ประวัติอาชญากรรม เป็นต้น
    4. 2.1.4. ข้อมูลเพื่อการสมัครงานและเข้าทำงาน เช่น ข้อมูลส่วนตัว ตำแหน่งที่สมัคร เงินเดือนที่คาดหวัง ข้อมูลที่ปรากฏในแบบประเมินผลการสัมภาษณ์ สำเนาสมุดบัญชีธนาคาร สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาสูติบัตร แบบแจ้งขออนุมัติเงินเดือนพนักงานใหม่และบรรจุเป็นรายเดือน ใบรับรองแพทย์ ผลการตรวจร่างกายก่อนเข้าทำงาน แบบระบุนามผู้รับผลประโยชน์ แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน หนังสือยินยอมให้สอบประวัติบุคคล รายงานผลการตรวจสอบประวัติบุคคล สัญญาจ้างงานหรือสัญญาในลักษณะเดียวกัน หนังสือค้ำประกันการทำงานและเอกสารที่เกี่ยวข้อง (เช่น หนังสือรับรองตำแหน่ง สำเนาบัตรข้าราชการ หนังสือรับรองเงินเดือน สำเนาทะเบียนการค้า หรือเอกสารจัดตั้งบริษัทที่มีชื่อผู้ค้ำประกันการทำงานเป็นเจ้าของหรือเป็นหุ้นส่วน เป็นต้น) ข้อตกลงการว่าจ้างกรรมการ หลักฐานหรือเอกสารอ้างอิงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
    5. 2.1.5. ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน และการประเมินผล เช่น ชื่อ นามสุกล รหัสบุคลากร ตำแหน่ง แผนก สังกัด ผู้บังคับบัญชา การประเมินผลการปฏิบัติงาน พฤติกรรมในการทำงาน ผลงานการทำงาน ข้อมูลการฝึกอบรม ข้อมูลการลงโทษทางวินัย ข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือโอนย้ายหรือยืมตัวพนักงานข้ามบริษัท ใบลาออก และเหตุผลที่ลาออก เป็นต้น
    6. 2.1.6. ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์และค่าตอบแทน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ผลตอบแทน โบนัส รายละเอียดเกี่ยวกับค่าบำเหน็จ สวัสดิการ เลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลของผู้ค้ำประกันการทำงาน ข้อมูลของผู้รับผลประโยชน์ ข้อมูลเกี่ยวกับการประกันสังคม ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อมูลด้านภาษีอากร ข้อมูลการหักลดหย่อนภาษี ข้อมูลสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพ (รวมถึงสำหรับบุคคลในครอบครัว) และ/หรือผลประโยชน์ อื่น ๆ ข้อมูลส่วนบุคคลที่ปรากฏในใบรับรองแพทย์ รายงานสุขภาพประจำปี แบบแจ้งการลาคลอด ใบลาเพื่อศึกษาต่อ แบบเบิกเงินยืมสวัสดิการ หนังสือยินยอมให้หักเงินเดือน ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ แบบการเรียกค่าสินไหมทดแทน (สำหรับการประกันอุบัติเหตุ และประกันชีวิต) และแบบขออนุมัติผลประโยชน์เมื่อพ้นสภาพบุคลากรสำหรับการเกษียณอายุ เป็นต้น
    7. 2.1.7. ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติทางทะเบียน เช่น วันที่เริ่มงาน วันครบกำหนดทดลองงาน วันและเวลาที่เข้าทำงาน จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลา แบบแจ้งการลา รายละเอียดการลารวมถึงสาเหตุการลา บันทึกการเข้าออกบริษัทฯ และการบันทึกการใช้ระบบต่าง ๆ ของบริษัทฯ เป็นต้น
    8. 2.1.8. ข้อมูลด้านเทคนิค เช่น ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log) หมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ (IP Address) และข้อมูลที่บริษัทฯ ได้เก็บรวบรวมผ่านคุกกี้ (Cookies) หรือเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายคลึงกัน เป็นต้น
    9. 2.1.9. ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ ข้อมูลบันทึกภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรือบันทึกการประชุม เป็นต้น
  2. 2.2. วิธีการที่บริษัทฯ เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
    1. 2.2.1. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับจากท่านโดยตรง
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากท่านโดยตรง เช่น เมื่อท่านติดต่อสื่อสาร สอบถามข้อมูล ให้ข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียนแก่บริษัทฯ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบลายลักษณ์อักษร วาจา หรือโดยวิธีการอื่นใด เมื่อท่านยื่นใบสมัครงานและเอกสารประกอบการสมัครงานให้แก่บริษัทฯ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด และให้หมายความรวมถึงกรณีที่ท่านเข้าสัมภาษณ์งาน เข้าทำสัญญากับบริษัทฯ และส่งมอบเอกสารต่าง ๆ ซึ่งมีข้อมูลส่วนบุคคลของท่านปรากฏอยู่มาให้กับบริษัทฯ
    2. 2.2.2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ ได้รับมาโดยอ้อม
      บริษัทฯ อาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาจากแหล่งอื่น เช่น จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ เว็บไซต์สมัครงานของบุคคลที่สาม บุคคลอ้างอิงของท่าน บริษัทจัดหางาน หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา หรือใบสมัครงานและ/หรือเอกสารของบุคคลซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลในครอบครัว บุคคลที่สามารถติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน บุคคลอ้างอิง ผู้รับผลประโยชน์ หรือผู้ค้ำประกันการทำงานของบุคคลดังกล่าว ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเองหรือได้ให้ความยินยอมแก่ผู้ใดในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังกล่าว ทั้งนี้ รวมไปถึงการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยอัตโนมัติผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น การใช้คุกกี้ (Cookies) หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกัน (รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู นโยบายการใช้คุกกี้)

3. การขอความยินยอม

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ระบุในประกาศฯ ฉบับนี้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลใดต้องได้รับความยินยอมจากท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน บริษัทฯ จะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่านก่อนหรือขณะเก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ อาจมีข้อยกเว้นบางประการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

สำหรับกรณีที่บริษัทฯ ได้เก็บรวมรวบและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีผลใช้บังคับ บริษัทฯ จะเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทฯ ได้แจ้งไว้แก่ท่าน ซึ่งท่านมีสิทธิยกเลิกความยินยอมดังกล่าวได้ โดยติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุไว้ในท้ายประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำขอยกเลิกความยินยอมของท่าน และดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

4. วัตถุประสงค์ และฐานทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 4.1. บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ภายใต้ฐานทางกฎหมาย ดังต่อไปนี้
    ลำดับ วัตถุประสงค์ ฐานทางกฎหมาย
    1. เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการรับสมัครงาน คัดเลือกผู้สมัครงาน การสัมภาษณ์งาน การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครงาน และบุคลากร รวมถึงเอกสาร และหลักฐานที่ใช้ในการสมัครงาน เช่น ข้อมูลส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติอาชญากรรม ประวัติสุขภาพเป็นต้น ตามความยินยอม ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    2. เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำและปฏิบัติตามสัญญา และการวางหลักประกันตามสัญญา และดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นต่อธนาคาร สถาบันการเงิน และหน่วยงานภายนอกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็นและสมควร ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามสัญญา และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    3. เพื่อการจัดเก็บข้อมูลการทำงาน การจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าตอบแทน สวัสดิการ และผลประโยชน์อื่น ๆ ของบุคลากรของบริษัทฯ เช่น การเบิกค่ารักษาพยาบาล การตรวจร่างกายประจำปี การประกันภัยและการเรียกค่าสินไหมทดแทนที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นต้น ตามความยินยอม ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามสัญญา และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    4. เพื่อการวิเคราะห์ และประเมินผลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน การอนุมัติเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ค่าตอบแทน สวัสดิการ และผลประโยชน์อื่น ๆ ของบุคลากรของบริษัทฯ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในเรื่องอื่น ๆ เช่น การลงโทษทางวินัย การเลิกจ้าง การลาออก การเกษียณอายุ เป็นต้น ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามสัญญา และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    5. เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ต่าง ๆ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม กฎหมายภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    6. เพื่อการโอนย้ายบุคลากร และการยืมตัวบุคลากร ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
    7. เพื่อการบริหารจัดการด้านการฝึกอบรมบุคลการ เช่น การรวบรวมรายชื่อผู้ที่ประสงค์จะเข้าอบรม และรวบรวมข้อมูลเพื่อการลงทะเบียนเข้าอบรม เป็นต้น ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    8. เพื่อการติดต่อสื่อสารกับผู้สมัครงาน บุคลากร และ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร รวมถึงการรับข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียนต่าง ๆ ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    9. เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องและการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการปฏิบัติตามคำสั่งศาล เจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ตำรวจ อัยการ พนักงานสอบสวน พนักงานบังคับคดี เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
    10. เพื่อการดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเกี่ยวกับบุคลากรในระบบของบริษัทฯ เพื่อให้มีความครบถ้วนถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    11. เพื่อการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้มีส่วนได้เสีย หรือนักลงทุนของบริษัทฯ ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
    12. เพื่อการตรวจสอบดูแลความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัย หรือระงับเหตุการณ์ใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของบุคคลและบริษัทฯ และเพื่อการบริหารจัดการด้านสุขภาพอนามัย เช่น การติดตั้งและบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) การสอบถามประวัติสุขภาพ โรคติดต่อ และประวัติอาชญากรรม เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล
    13. เพื่อการเก็บและใช้ข้อมูลของคู่ค้า เช่น ชื่อ นามสกุล ตำแน่ง ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซด์ของบริษัทฯ สื่อออนไลน์ วีดีทัศน์ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ งานสัมมนา เป็นต้น ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย
  2. 4.2. เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลนั้น เป็นข้อมูลมีความจำเป็นและเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อการเข้าทำสัญญากับท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดในข้อ 4.1 ข้างต้น หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นดังกล่าวแก่บริษัทฯ อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรืออาจทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าทำสัญญากับท่านได้ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้ทำกับท่านได้ (แล้วแต่กรณี) ในกรณีดังกล่าวบริษัทฯ อาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธ/ยกเลิกการทำสัญญากับท่าน หรือปฏิเสธ/ยกเลิกการให้สวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับท่าน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
  3. 4.3. ในกรณีที่บริษัทฯ จะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในลักษณะ และ/หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ข้างต้น บริษัทฯ จะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม และ/หรือมีหนังสือไปยังท่านเพื่ออธิบายการประมวลผลข้อมูลในลักษณะดังกล่าว เพื่อพิจารณาประกอบกับประกาศฯ ฉบับนี้

5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

  1. 5.1. ภายใต้วัตถุประสงค์ตามข้อ 4. ของประกาศฯ ฉบับนี้และตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด บริษัทฯ อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้แก่บุคคลและหน่วยงานเท่าที่จำเป็นและสมควร ดังต่อไปนี้
    1. (ก) บุคคล หรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในบริษัทฯ และบริษัทในเครือของบริษัทฯ
    2. (ข) คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ให้บริการ และผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทฯ มอบหมายหรือว่าจ้างให้ทำหน้าที่บริหารจัดการ/ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทฯ ในการให้บริการต่าง ๆ การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ บริการชำระเงิน บริการขนส่ง บริการประกันภัย/ประกันชีวิต บริการด้านสุขภาพ บริการด้านการฝึกอบรม บริการวิเคราะห์ข้อมูล หรือบริการอื่นใดที่อาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย โรงพยาบาล เป็นต้น
    3. (ค) ที่ปรึกษาของบริษัทฯ เช่น ที่ปรึกษากฎหมาย ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญอื่นใดทั้งภายใน และภายนอกของบริษัทฯ เป็นต้น
    4. (ง) ผู้ถือหุ้น หรือนักลงทุนของบริษัทฯ
    5. (จ) หน่วยงาน องค์กร หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย หรือที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักงานประกันสังคม กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล และกรมบังคับคดี เป็นต้น
    6. (ฉ) ลูกค้า คู่ค้า คู่สัญญาของบริษัทฯ ที่ท่านเป็นผู้ติดต่อสื่อสารหรือเกี่ยวข้องกับหน้าที่หรือตำแหน่งของท่าน หรือบุคคลอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
    7. (ช) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคล หรือหน่วยงานนั้น ๆ
  2. 5.2. ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทฯ จะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทฯ จะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์การระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ โดยในบางกรณี บริษัทฯ อาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศดังกล่าว

6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ประกาศฯ และกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอาจจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๆ หลังจากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ จะลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัทฯ และของบุคคลอื่นซึ่งให้บริการแก่บริษัทฯ (ถ้ามี) หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ อาจเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามระยะเวลาที่จำเป็นตามที่กฎหมายหรืออายุความทางกฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการดำเนินคดีตามกฎหมายของบริษัทฯ เป็นต้น

7. สิทธิต่างๆ ของท่านเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล

ในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านดังต่อไปนี้ ภายใต้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ หากท่านประสงค์ที่จะขอใช้สิทธิของท่านในข้อใด ท่านสามารถติดต่อมายังบริษัทฯ ตามรายละเอียดการติดต่อที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้

  1. 7.1. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม ในกรณีที่บริษัทฯ อาศัยความยินยอมของท่านในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลฯ ของท่าน ท่านมีสิทธิในการเพิกถอนความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัทฯ ได้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมของท่านจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนที่ท่านเคยให้ความยินยอมแล้วตามกฎหมาย
  2. 7.2. สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและขอให้บริษัทฯ ทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวให้แก่ท่าน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  3. 7.3. สิทธิในการขอให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิที่จะขอรับข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับท่าน รวมถึงมีสิทธิขอให้ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลรายอื่นหรือตัวท่านเอง เว้นแต่โดยสภาพไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  4. 7.4. สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ท่านมีสิทธิขอคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  5. 7.5. สิทธิในการขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล ท่านอาจขอให้บริษัทฯ ลบ ทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด
  6. 7.6. สิทธิในการขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิขอให้บริษัทฯ ระงับการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคลกำหนด
  7. 7.7. สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง ท่านมีสิทธิขอแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นปัจจุบัน หรือไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
  8. 7.8. สิทธิในการยื่นข้อร้องเรียน หากท่านมีความกังวลหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของบริษัทฯ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน โปรดติดต่อบริษัทฯ ผ่านทางช่องทางติดต่อตามที่ระบุในท้ายของประกาศฯ ฉบับนี้ ทั้งนี้ ในกรณีที่มีเหตุให้เชื่อได้ว่าบริษัทฯ ได้ทำการ ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ท่านมีสิทธิยื่นข้อร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามระเบียบและวิธีการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการพิจารณาคำร้องขอใช้สิทธิของท่านและดำเนินการตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

8. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงประกาศฯ

บริษัทฯ อาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขประกาศฯ นี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัท โดยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทฯ จะประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบผ่านทางเว็บไซด์ของบริษัทฯ และ/หรือแจ้งให้ท่านทราบผ่านทางอีเมล โดยหากมีกรณีที่ต้องขอความยินยอมจากท่านในการประมวลผลข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการขอความยินยอมจากท่านเพิ่มเติมด้วย

9. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล/วิธีการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อสอบถามได้ที่คณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ (Personal Data Protection Officer : DPO)

1. นายรัฐภูมิ นันทปถวี กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน และประธานคณะทำงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
อีเมลล์: Rattapoom@sncformer.com
2. นางสาวสินีนารถ ไทยสงวนวรกุล ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร
อีเมลล์: Sineenart@sncformer.com
3. นางสาวเนตรชนก ไทยสงวนวรกุล ผู้จัดการฝ่าย SCM และเลขานุการบริษัท
อีเมลล์: Netchanok@sncformer.com
4. นายพรชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้จัดการแผนกตรวจสอบภายใน
อีเมลล์: Pornchai@sncformer.com

หรือนำส่งมายังที่อยู่ของบริษัทฯ : เลขที่ 333/3 หมู่ 6 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัด สมุทรปราการ 10560

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) สำหรับบุคลากร

นโยบายการป้องกันการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัท (SNC) ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันการฟอกเงิน (Anti-Money Laundering / AML) และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (Combating the Financing of Terrorism / CFT) โดยมุ่งมั่นป้องกันมิให้องค์กรตกเป็นเครื่องมือหรือตัวกลางในการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และถือเป็นหน้าที่ของบุคลากร SNC ที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามจรรยาบรรณทางธุรกิจและหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้

  1. คณะกรรมการบริษัทฯ มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการมาตรฐานสากล
  2. บุคลากร SNC มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศที่องค์กรเข้าไปดำเนินธุรกิจ รวมถึงหลักการมาตรฐานสากล อีกทั้งแนวปฏิบัติ นโยบาย และคู่มือการปฏิบัติงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  3. บุคลากร SNC ต้องประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการควบคุมที่ความเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ มีการดูแลให้มีการบันทึกรายการและข้อเท็จจริงทางการเงิน และทรัพย์สินต่างๆ ให้ถูกต้องตามมาตรฐาน รวมถึงให้ความรู้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรตกเป็นเครื่องมือหรือตัวกลาง หรือถูกนำข้อมูลไปใช้เพื่อการฟอกเงินหรือสนับสนุนทางด้านการเงินแก่การก่อการร้าย
  4. การติดต่อลูกค้า คู่ค้า บุคคล หรือนิติบุคคล ควรพึงระมัดระวังการติดต่อทำธุรกรรมและมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า หรือคู่ค้า เพื่อทราบข้อมูลพื้นฐาน วัตถุประสงค์และหลักปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ แหล่งที่มาของเงินหรือทรัพย์สิน เพื่อขจัดข้อสงสัยและป้องกันมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือตัวกลางในการฟอกเงินหรือสนับสนุนการก่อการร้าย รวมถึงไม่ทำการโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่เป็นที่รู้จักและไม่รับโอนเงินที่มีลักษณะผิดปกติ หรือไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น
  5. หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่เป็นการถ่ายเท ปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของแหล่งที่มาของเงิน การจำหน่ายจ่ายโอน หรือการได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเรื่องการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุนช่วยเหลือตามกรณีดังกล่าวข้างต้น
  6. ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามมาตราการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายทั้งในประเทศไทยและระหว่างประเทศ
  7. ให้ถือเป็นหน้าที่ของบุคลากรกลุ่มบริษัทฯ ที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ให้ข้อมูลเบาะแส และรายงานผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบ เมื่อพบเห็นการกระทำหรือธุรกรรมที่ผิดปกติหรือต้องสงสัยว่าผิดปกติ