นโยบายบริษัท

นโยบายบริษัท

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

หากไม่มีเหตุจำเป็นอื่นใดและการจ่ายเงินปันผลนั้นไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี และสำรองตามกฎหมายโดยพิจารณาจากงบการเงินรวมซึ่งบริษัทต้องมีกำไรสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการที่เพียงพอสำหรับจ่ายเงินปันผลนั้น ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลให้นำปัจจัยต่างๆ มาประกอบการพิจารณา เช่น ผลการดำเนินงานในอนาคต ฐานะทางการเงิน สภาพคล่อง แผนการขยายงาน และภาวะทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นหรือความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทในกรณีที่เป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล

นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทย่อย

บริษัทย่อยมิได้กำหนดอัตราการจ่ายปันผลที่แน่นอนขึ้นอยู่กับแผนการลงทุนในอนาคตของกลุ่มบริษัทและแผนการจ่ายเงินปันผลของบริษัทแม่ บริษัทย่อยจ่ายเงินปันผลให้บริษัทแม่โดยพิจารณาจากกำไรสะสมและกระแสเงินสดคงเหลือของบริษัทย่อย

นโยบายการจ่ายเงินปันผล

นโยบายการทำรายการระหว่างกัน รวมถึงการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

1.มาตรการหรือขั้นตอนการอนุมัติรายการระหว่างกัน

บริษัทได้มีการกำหนดมาตรการและขั้นตอนการทำรายการระหว่างกัน โดยให้มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎระเบียบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้

  1. การทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน บริษัทจะทำรายการเสมือนการทำรายการกับบุคคลภายนอก (Arm’s Length Basis) โดยจะพิจารณาเปรียบเทียบราคาสินค้าหรือบริการกับบุคคลภายนอก ซึ่งจะต้องเป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบริษัท หรืออาจใช้รายงานของผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เช่น ผู้ประเมินอิสระ ผู้สอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มาทำการเปรียบเทียบราคา
  2. บริษัทจะพิจารณาการทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน เงื่อนไข ข้อจำกัด และการอนุมัติ ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่อาจมีความขัดแย้งหรือมีส่วนได้เสียในการทำรายการระหว่างกันหรือรายการที่เกี่ยวโยงกัน จะไม่มีสิทธิออกเสียงหรือมีส่วนร่วมในการอนุมัติรายการนั้นๆ
  3. กรณีที่การทำรายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการทำธุรกรรมที่เป็นข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่วิญญูชนจะพึงกระทำกับคู่สัญญาทั่วไปในสถานการณ์เดียวกัน เป็นไปตามเงื่อนไขการค้าปกติ ด้วยอำนาจต่อรองทางการค้าที่ปราศจากอิทธิพลในการที่ตนมีสถานะเป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี จะต้องขออนุมัติหลักการ และวงเงินในการทำธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริษัทฯ ก่อนการทำรายการ หรือต้องเป็นไปตามหลักการที่คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติไว้แล้ว
  4. บริษัทจะจัดทำรายงานสรุปการทำรายการระหว่างกัน รายการที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อรายงานในที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบทุกไตรมาส หรือตามความประสงค์ของคณะกรรมการตรวจสอบ
  5. คณะกรรมการตรวจสอบจะเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเข้าทำรายการ ความจำเป็น ความสมเหตุสมผล และความเหมาะสมด้านราคาและอัตราค่าตอบแทนของรายการดังกล่าว โดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทและ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามแต่กรณี ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้น บริษัทจะจัดให้มีบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษที่เป็นอิสระจากบริษัทและบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง เช่น ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคาอิสระ หรือสำนักงานกฎหมาย เป็นต้น เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการระหว่างกันดังกล่าว ความเห็นของบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษจะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี
  6. บริษัทจะเปิดเผยรายการระหว่างกันไว้ใน หมายเหตุประกอบงบการเงินที่ได้รับการตรวจสอบหรือสอบทานโดยผู้สอบบัญชี และ/หรือ แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และ/หรือรายงานประจำปี (แบบ 56-2) และตามหลักเกณฑ์ของ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  7. บริษัทจะจัดให้มีมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และสอบทาน การทำรายการที่เกี่ยวโยงกันหรือรายการระหว่างกันตามแผนงานตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบภายในของบริษัท ซึ่งรายงานตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

2.นโยบายหรือแนวโน้มการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

หากบริษัทมีการเข้าทำรายการระหว่างกันในอนาคต บริษัทจะปฏิบัติตามมาตรการการอนุมัติรายการระหว่างกันตามข้อ 1 โดยการเข้าทำรายการระหว่างกันของบริษัทในอนาคตนั้น จะเป็นรายการตามปกติธุรกิจ ที่มีเงื่อนไขทางการค้าและเกณฑ์ตามที่ตกลงกันตามปกติธุรกิจ ไม่มีการถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่างบริษัทกับกิจการที่เกี่ยวข้องและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (เกิน 10%) ส่วนนโยบายการกำหนดราคาระหว่างบริษัทกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันนั้น จะกำหนดจากราคาตามปกติของธุรกิจ เช่นเดียวกับที่กำหนดให้กับบุคคลหรือกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน สำหรับราคาสินค้าที่ซื้อจากบริษัทย่อย จะเป็นไปตามราคาขายของบริษัทย่อยที่กำหนดจากราคาทุนบวกกำไรส่วนเพิ่มโดยเทียบเคียงได้กับราคาตลาด ทั้งนี้ บริษัทจะให้คณะกรรมการตรวจสอบเป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเข้าทำรายการ ความจำเป็น ความสมเหตุสมผล และความเหมาะสมด้านราคาและอัตราค่าตอบแทนของรายการดังกล่าว ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบไม่มีความชำนาญในการพิจารณารายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้น บริษัทจะจัดให้มีบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษที่เป็นอิสระจากบริษัท และบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง เช่น ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประเมินราคาอิสระ หรือสำนักงานกฎหมาย เป็นต้น เป็นผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการระหว่างกันดังกล่าว ความเห็นของบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญพิเศษจะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการตรวจสอบ และ/หรือคณะกรรมการบริษัท หรือผู้ถือหุ้น แล้วแต่กรณี เพื่อให้มีความมั่นใจว่าการเข้าทำรายการดังกล่าวจะไม่เป็นการยักย้าย หรือถ่ายเทผลประโยชน์ระหว่างบริษัท หรือบริษัทย่อย หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งของบริษัท หรือบริษัทย่อย และบริษัทจะเปิดเผยรายการระหว่างกัน และรายการที่เกี่ยวโยงกันตามกฎเกณฑ์ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีเรื่องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลหรือ กิจการที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งกำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี

รายการระหว่างกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตนั้น กรรมการและผู้บริหารของบริษัทจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด และจะต้องไม่มีส่วนร่วมในการอนุมัติรายการรายการใดๆ ที่ตนเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องข้อง เข้าไปมีส่วนได้เสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใด โดยบริษัท จะปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง หรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลการทำรายการเกี่ยวโยงกันและการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สินของบริษัทฯ และตามมาตรฐานบัญชีโดยเคร่งครัด

นโยบายการทำรายการระหว่างกัน รวมถึงการทำรายการระหว่างกันในอนาคต

นโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการรายงานส่วนได้เสีย

ตามที่คณะกรรมการบริษัทกำหนดให้มี “คู่มือ จรรยาบรรณธุรกิจและข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน” เพื่อให้บุคลากรทุกระดับได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติงานนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรของบริษัท ได้รับทราบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีการปฏิบัติที่ขัดกับนโยบายและมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทบุคลากรทุกระดับจึงต้องปฏิบัติตามนโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และคู่มือตามจรรยาบรรณธุรกิจ ในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของบริษัท โดยกำหนดแนวปฏิบัติไว้ ดังนี้

  1. กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานพึงหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ว่าจะเกิดจากการติดต่อกับผู้เกี่ยวข้องทางการค้าของบริษัท เช่น คู่ค้า ลูกค้า คู่แข่งขัน หรือจากการใช้โอกาสหรือข้อมูลที่ได้จากการเป็นกรรมการ หรือพนักงานในการหาประโยชน์ส่วนตน และในเรื่องการทำธุรกิจที่แข่งขันกับบริษัทหรือการทำงานอื่นนอกเหนือจากงานของบริษัท ซึ่งส่งผลกระทบกระเทือนต่องานในหน้าที่
  2. กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานพึงละเว้นการถือหุ้นในกิจการคู่แข่งของบริษัท หากทำให้กรรมการและพนักงานกระทำการ หรือละเว้นการกระทำการที่ควรทำตามหน้าที่ หรือมีผลกระทบต่องานในหน้าที่
  3. ในกรณีที่กรรมการและพนักงานได้หุ้นนั้นมาก่อนการเป็นกรรมการและพนักงาน ก่อนที่บริษัทจะเข้าไปทำธุรกิจนั้น หรือได้มาโดยทางมรดก กรรมการและพนักงานต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบ
  4. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานพึงละเว้นการประกอบกิจการอันมีสภาพเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อยไม่ว่าจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นผลเสียหายต่อบริษัทฯ ไม่ว่าโดยตรงหรืออ้อม หรือเข้าเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจตัดสินใจ หรือกรรมการ หรือผู้บริหารในกิจการที่เป็นการแข่งขัน หรือมีลักษณะเดียวกันกับบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย เว้นแต่กรรมการ ผู้บริหารและพนักงานได้ประกอบกิจการดังกล่าวก่อนที่จะรับตำแหน่งเป็นกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ในกรณีนี้ ให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานรายงานให้เลขานุการบริษัทของบริษัทฯ ทราบทันที
  5. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานจะไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น โดยอาศัยข้อมูลอันเป็นความลับของบริษัทฯ หรือบริษัทย่อย เช่น แผนงาน รายได้ มติที่ประชุม การคาดคะเนทางธุรกิจ ผลงานจากการทดลองค้นคว้า การประมูลราคา เพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ว่าจะทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายหรือไม่ก็ตาม รวมถึงจะต้องปฏิบัติตามนโยบายการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทฯ โดยเคร่งครัด
  6. หากกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท พบว่าตนมีส่วนได้เสียหรือความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ให้พึงงดเว้นการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยกรณีพนักงานให้รายงานส่วนได้เสียดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาตามสายงาน กรณีผู้บริหารให้รายงานส่วนได้เสียต่อกรรมการผู้จัดการและเลขานุการบริษัท และกรณีกรรมการให้รายงานส่วนได้เสียต่อคณะกรรมการบริษัท และเลขานุการบริษัท ในโอกาสแรกที่พึงกระทำได้
  7. กรรมการ และผู้บริหารของบริษัทฯ ต้องไม่เข้าร่วมประชุมหรือออกจากที่ประชุมเป็นการชั่วคราว ในวาระที่ตนเองมีส่วนได้เสีย หรือในการพิจารณารายการที่ตนเองมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ขัดกันที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัทฯ ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือการทำรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ จะต้องมีกรรมการตรวจสอบหรือกรรมการอิสระเข้าร่วมประชุมและพิจารณาทุกครั้ง
  8. กรรมการและผู้บริหารของบริษัท ต้องรายงานการมีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการของบริษัท หรือบริษัทย่อย และการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัทของตนหรือบุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือสํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการรายงานส่วนได้เสีย

นโยบายการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

บริษัทมีนโยบายลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มงานชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มธุรกิจรับจ้างประกอบเครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของบริษัทเป็นหลัก เพื่อเสริมศักยภาพการผลิต ตอบสนองการขยายงานและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทในระยะยาวโดยพิจารณาสิทธิประโยชน์จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็นปัจจัยสำคัญร่วมด้วย ทั้งนี้บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมอาจพิจารณาลงทุนในธุรกิจอื่นที่มีศักยาภาพการเติบโตหรือสามารถต่อยอดทางธุรกิจ หรือเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนแก่บริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม

นโยบายการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

นโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อย และบริษัทร่วม

บริษัทฯ กำหนดนโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อยและบริษัทร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการและกลไกทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้บริษัทฯ สามารถกำกับดูแลและบริหารจัดการกิจการของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมถึงการติดตามดูแลให้บริษัทย่อยและบริษัทร่วมมีการปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายหลักทรัพย์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประกาศ ข้อบังคับและหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในเงินลงทุนของบริษัทฯ ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม บริษัทจะส่งบุคคลที่เป็นตัวแทนของบริษัทเข้าไปเป็นกรรมการและ/หรือฝ่ายบริหารในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม โดยบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและ/หรือฝ่ายบริหารในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม มีหน้าที่ดำเนินการเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมนั้นๆ และดำเนินการให้ สอดคล้องกับนโยบายทางธุรกิจที่บริษัทได้กำหนดเอาไว้ ตลอดจนปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท รวมถึงติดตามการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมอย่างใกล้ชิด โดยรายงานฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วมแก่คณะกรรมการบริษัท

    นอกจากนี้ในกรณีเป็นบริษัทย่อย บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากบริษัทนั้นต้องดูแลให้บริษัทย่อยมีข้อบังคับในเรื่อง การทำรายการเกี่ยวโยงที่สอดคล้องกับบริษัท มีการจัดเก็บข้อมูลและการบันทึกบัญชีให้บริษัทสามารถตรวจสอบ และรวบรวมมาจัดทำงบการเงินรวมได้ทันตามกำหนดเวลาด้วย

  • คณะกรรมการและผู้บริหารของบริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมแต่ละบริษัทจะมีขอบเขตอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานให้แก่บริษัทฯ ทราบ โดยนำประกาศที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและประกาศคณะกรรมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาใช้บังคับโดยอนุโลม รวมทั้งเปิดเผยและนำส่งข้อมูลส่วนได้เสียของตนและบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการบริษัทให้ทราบถึงความสัมพันธ์ และการทำธุรกรรมกับบริษัทฯ บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการทำรายการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • บริษัทฯ จะกำหนดแผนงานและดำเนินการที่จำเป็น เพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าบริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วม มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน และบริษัทฯ จะดำเนินการที่จำเป็นและติดตามให้บริษัทย่อยและ/หรือบริษัทร่วมมีระบบในการเปิดเผยข้อมูลและระบบควบคุมภายในที่เพียงพอและเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ

นโยบายการกำกับดูแลการดำเนินงานบริษัทย่อย และบริษัทร่วม

จริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ Code of Conduct

จริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) ยึดมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในหลักจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสและดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่ธุรกิจและรักษาผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียและสังคม นำไปสู่การเป็นองค์กรบรรษัทภิบาลที่แท้จริง ดังนี้

หลักการ

1. ความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส

บริษัทฯ ยึดมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในหลักจริยธรรม คุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2. ความรู้ ความสามารถในการประกอบธุรกิจ

บริษัทฯ มุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญ และเอาใจใส่ในการปฏิบัติตามหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุผลในการดำเนินธุรกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า

3. ความรับผิดชอบต่อสังคม และส่วนรวม

รับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นที่บริษัทตั้งอยู่ มีการตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน มีการส่งเสริมให้มีการใช้งานทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น

บริษัทฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อย่างสุดความสามารถและดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อยตามสิทธิด้วยความเป็นธรรม

5. ความรับผิดชอบต่อลูกค้า

ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการหรือสูงกว่าความคาดหมายของลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม รักษาความลับของลูกค้าและไม่นำไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมิชอบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และจัดให้มีระบบและช่องทางให้ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกอย่างมีมาตรฐาน มีการประเมินโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

6. ความรับผิดชอบต่อคู่แข่ง

บริษัทฯ ส่งเสริมนโยบายการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และเป็นธรรม ประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่ค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม เช่น การจ่าย สินจ้างให้แก่กรรมการและพนักงานของคู่แข่ง เป็นต้น

7. ความรับผิดชอบต่อคู่ค้า

ปฏิบัติกับคู่ค้าซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนและปัจจัยแห่งความสำเร็จทางธุรกิจที่สำคัญด้วยความเสมอภาค และ คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน การคัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างโปร่งใส มีระบบ และมีมาตรฐาน มีการพัฒนาและรักษาสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าและคู่สัญญา มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐาน มีการเปรียบเทียบราคาก่อนการสั่งซื้อ มีการประเมินคู่ค้าโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

8. ความรับผิดชอบต่อพนักงาน

การให้ผลตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสมและเป็นธรรม ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน

การแต่งตั้ง และโยกย้ายพนักงาน รวมถึงการให้รางวัลและการลงโทษ ต้องกระทำด้วยความสุจริตและตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของพนักงานให้ความสำคัญต่อความสามารถ และทักษะของพนักงาน โดยให้โอกาสอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างเคร่งครัด

บริษัทเปิดช่องทางให้พนักงานได้ร้องเรียนเรื่องที่อาจเป็นการกระทำผิด และได้กำหนดแนวทางในการปกป้องพนักงานหรือผู้แจ้งเบาะแสในการกระทำผิด

9. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

บริษัทฯ พึงหลีกเลี่ยงการขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งภายในบริษัทฯ และบริษัทย่อย ไม่ว่าจะเกิดจากการติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น คู่ค้า ลูกค้า คู่แข่ง หรือจากการใช้โอกาสหรือข้อมูลที่ได้จากการเป็นกรรมการ หรือพนักงาน เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน บริษัทฯ มีมาตรการที่จะจัดการกับสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบริษัทฯ และลูกค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการให้บริการแก่ลูกค้า

10. การดำรงฐานะทางการเงิน

บริษัทฯ มีการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อฐานะและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีการวางแผนการจัดสรรเงินทุนให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจและเพียงพอที่จะรองรับภาระผูกพันจากการดำเนินธุรกิจ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

11. การปฏิบัติต่อเจ้าหนี้

บริษัทฯ ปฏิบัติต่อเจ้าหนี้อย่างเสมอภาพและเป็นธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ปฏิบัติตามสัญญา หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัด รายงานข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงเวลาให้กับเจ้าหนี้อย่างสม่ำเสมอ

12. การไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ ไม่กีดกัน หรือไม่ให้สิทธิพิเศษหรือเลือกปฏิบัติแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง บริษัทฯ ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุและสถาบันการศึกษา คำนึงถึงสิทธิในร่างกาย ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของพนักงาน โดยให้เสรีภาพแก่พนักงานในการมีส่วนร่วมทางการเมืองภายใต้การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียมีช่องทางการร้องเรียนและรับฟังความคิดเห็น และมีมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน หรือผู้แจ้งเบาะแส

จรรยาบรรณคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน

จรรยาบรรณของคณะกรรมการ

  1. พึงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ประพฤติตนตามกรอบของจรรยาบรรณของบริษัท เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี ให้แก่พนักงาน
  2. ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ตลอดจนดำเนินการใดๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท และผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทฯ
  3. หลีกเลี่ยงการกระทำอันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพื่อความโปร่งใสในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ไม่เปิดเผยข้อมูลลับของบริษัทต่อบุคคลภายนอก และไม่แสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ข้อมูลใดๆ ของบริษัทซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
  5. ส่งเสริม สนับสนุนให้พนักงานมีความเข้าใจ และประพฤติตนตามแนวทางของจรรยาบรรณบริษัท อย่างทั่วถึงทั้งบริษัท

จรรยาบรรณผู้บริหาร

ผู้บริหารทุกท่านตระหนักถึงภาระที่จะต้องรับผิดชอบต่อบริษัท เพื่อให้บริษัทบรรลุผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย บริษัทฯ จึงกําหนดจรรยาบรรณของผู้บริหารเพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

  1. ผู้บริหารปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  2. ผู้บริหารพึงตัดสินใจดําเนินการใด ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะบริหารการดำเนินงานของบริษัท ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทฯ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงาน
  3. ผู้บริหารจะให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมแก่พนักงาน จะกระทำด้วยความเสมอภาค สุจริตใจ เที่ยงธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความรู้ ความสามารถ และความเหมาะสมของพนักงานนั้นๆ
  4. ผู้บริหารพึงสนับสนุนการสร้างศักยภาพในความก้าวหน้า ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนาความรู้ความสามารถอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ จัดสวัสดิการให้พนักงานอย่างเหมาะสม มีความจริงใจ เคารพสิทธิและการแสดงความคิดเห็นของพนักงาน
  5. ผู้บริหารต้องแสดงความยึดมั่นต่อจริยธรรมและจรรยาบรรณ โดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เสริมสร้างบรรยากาศในการทํางานให้เอื้อต่อการปฏิบัติตามจริยธรรมและจรรยาบรรณ

จรรยาบรรณของพนักงาน

ธุรกิจของบริษัทฯ ดำเนินการอยู่บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากองค์กรภายนอก ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงกำหนดให้พนักงานของบริษัทฯ มีจรรยาบรรณเพื่อยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้

การปฏิบัติต่อบริษัทฯ

  1. พนักงานพึงประพฤติปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและประกาศของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  2. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อุทิศตน ทุ่มเท ดูแลสิทธิประโยชน์และทรัพย์สินของบริษัทฯ ให้คงสภาพดี เพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ รวมถึงไม่นําไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งทางตรงและทางอ้อม
  3. พนักงานพึงมีความภักดี และมีทัศนคติที่ดีต่อบริษัท ไม่พึงประกอบการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการแข่งขัน หรือขัดผลประโยชน์กับกิจการของบริษัท
  4. ใช้ทรัพย์สินและทรัพยากรของบริษัทอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด
  5. พนักงานพึงรักษาความลับ ข้อมูล และข่าวสารในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
  6. มีทัศนคติที่ดี ไม่กล่าวร้ายต่อบริษัทฯ โดยปราศจากความจริงและไม่เป็นธรรม รักษาชื่อเสียงของบริษัทฯ ตลอดจนระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นต่อบุคคลภายนอกในเรื่องที่อาจกระทบต่อชื่อเสียงและการดําเนินงานของบริษัทฯ

การปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชา

  1. พนักงานพึงเชื่อฟังและปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียรเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
  2. รายงานหรือขอข้อแนะนําจากผู้บังคับบัญชาทันทีที่เกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน
  3. พนักงานพึงให้ความเคารพนับถือ ให้เกียรติ รู้จักกาลเทศะ และไม่กระทำตนกระด้างกระเดื่อง และกริยาที่ไม่สุภาพต่อผู้บังคับบัญชา
  4. พนักงานทุกคนและทุกระดับมีหน้าที่ต้องรายงานข้อเท็จจริงเมื่อมีพบเห็น หรือทราบว่ามีการประพฤติผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณทางธุรกิจ หรือมีเหตุทำให้เชื่อได้ว่าสิ่งที่กระทำลงไปไม่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อบริษัทฯ
  5. ไม่กล่าวร้ายต่อกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานอื่นโดยปราศจากข้อเท็จจริง

การปฏิบัติต่อตนเอง

  1. พนักงานควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมานะอดทน และมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
  2. ปฏิบัติตามกฏระเบียบและข้อบังคับในการปฏิบัติงานของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด
  3. พนักงานควรเก็บข้อมูลของลูกค้า คู่แข่งและข้อมูลของบริษัทอย่างเคร่งครัด
  4. ศึกษาหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ
  5. พนักงานไม่พึงกระทำการใดๆ อันจะนำไปสู่ความแตกแยก หรือสร้างความเสียหายภายแก่บริษัท
  6. ไม่ใช้อํานาจหน้าที่ของตน หรือยินยอมให้ผู้อื่นอาศัยอํานาจหน้าที่ของตน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น

จริยธรรมและจรรยาบรรณธุรกิจ Code of Conduct

นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอรร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่ถือว่าสำคัญที่สุดในการร่วมดำเนินธุรกิจ ที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทจึงกำหนดนโยบายโดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ และให้ความรู้แก่พนักงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกด้านของพนักงานในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง อันส่งผลให้เกิดแนวความคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มคุณค่าเชิงนวัตกรรมให้แก่บริษัท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท โดยได้กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติดังนี้

  1. หน่วยงาน HR รับผิดชอบในสรรหาพนักงานใหม่ ผ่านการประกาศรับสมัครหลายช่องทาง เช่น ทาง internet ติดประกาศตามสถานที่ชุมชน เข้าร่วมมหกรรมรับสมัครงานตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนการสื่อสารให้พนักงานภายในทราบ จัดให้มีการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด และดำเนินการจัดปฐมนิเทศพนักงานใหม่ก่อนส่งให้หน่วยงาน
  2. นำหลักความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow มาเป็นพื้นฐานในการบริหารบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับพนักงานของบริษัทในระดับต่างๆ ได้แก่ระดับพนักงาน/ผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหาร ระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง
  3. ออกแบบสำรวจความต้องการฝึกอบรมประจำปี เพื่อทบทวน Training Needs และเปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเสนอหลักสูตรที่ต้องการตาม Career Path ของตนเอง
  4. Daily Management & Policy Management โดยให้พนักงานทราบเป้าหมายงาน คุณภาพงาน และ วิธีการที่ดำเนินงานให้สำเร็จด้วยตนเอง มีระบบการวิเคราะห์ การรายงาน และการประเมินผลตลอดจนการให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้ปฏิบัติงาน
  5. มีระบบการวัดความสามารถพนักงานด้วย Radar Chart แบ่งการวัดเป็น ความรู้ , ทักษะ , ความสามารถทางเทคโนโลยี , การควบคุมคุณภาพ และการคิดรายได้ต่อบุคคล โดยบริษัทจะทำการทดสอบวัดผลปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงข้อมูล Radar Chart ในบัตรประจำตัวพนักงาน
  6. มีระบบการประเมินผลการทำงานของพนักงาน เพื่อใช้ในการพิจารณาปรับค่าจ้างและโบนัสประจำปี พร้อมกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมพนักงานที่มีผลงานดีเด่น
  7. หน่วยงาน HR ประเมินประสิทธิภาพการฝึกอบรม โดยประเมินผลการฝึกอบรมร่วมกับการประเมินความพึงพอใจในหลักสูตรฝึกอบรม
  8. พัฒนาบุคลากรให้มี Multi skill และ Multifunction เพื่อให้พนักงานมีขีดความสามารถ ที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
  9. เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับ สามารถนำเสนอโครงการ เพื่อการปรับปรุงหรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อโอกาสในการเติบโตในหน้าที่และมีรายได้ที่ดี
  10. พัฒนาผู้นำในอนาคต โดยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำควบคู่ไปกับการเพิ่มความรู้ใหม่ๆ เสริมสร้างความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ความเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันและอนาคต ผ่านการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอก ตลอดจนให้ทุนการศึกษา เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
  11. รักษาพนักงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีและมีศักยภาพสูง โดยเตรียมวางแผนความก้าวหน้าในอาชีพ เช่น การหมุนงานให้ครอบคลุม การมอบหมายงานพิเศษ เพื่อให้พนักงานได้แสดงความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่
  12. ดำเนินนโยบาย 4Q คือ
    • Quality of Product ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ
    • Quality of Service การบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ
    • Quality of Environment ใส่ใจในสภาพแวดล้อมที่ดี
    • Quality of work life คุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงาน

นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

การดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

ในการดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทฯ นั้น บริษัทมีมาตรการป้องกันข้อมูลภายในอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลภายในที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หรือข้อมูลที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือราคาหุ้น โดยมีนโยบายดังนี้

  1. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานพึ่งหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลภายใน เพื่อประโยชน์ของตนในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัท หรือให้ข้อมูลภายในแก่บุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ในการซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทหรือเพื่อการหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือบริษัทอื่นที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน หรือลูกจ้าง หรือเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นใดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
  2. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของกลุ่มบริษัท จะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลภายใน หรือความลับของบริษัท ตลอดจนข้อมูลความลับของคู่ค้าของบริษัท ที่ตนได้รับทราบจากการปฏิบัติหน้าที่ให้บุคคลภายนอกรับทราบ แม้ว่าการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดผลเสียหายแก่บริษัทและคู่ค้าของบริษัท
  3. เมื่อกรรมการและผู้บริหาร ซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่จัดทำรายงานการถือครองหลักทรัพย์นำส่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์โดยให้กรรมการและผู้บริหารรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ให้ที่ประชุมคณะกรรมการทราบ เพื่อป้องกันการซื้อหรือขายหุ้นโดยใช้ข้อมูลภายใน และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเกี่ยวกับความเหมาะสมของการซื้อหรือขายหุ้นของบุคคลภายใน
  4. กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ควรละเว้นการซื้อขายหุ้นของบริษัทในช่วงเวลาก่อน 1 เดือนที่จะเผยแพร่งบการเงิน หรือเผยแพร่สถานะของบริษัท รวมถึงข้อมูลสำคัญอื่น ๆ และควรรอคอยอย่างน้อย 24 ชั่วโมงภายหลังการเปิดเผยข้อมูลให้แก่สาธารณชนแล้ว ก่อนที่จะซื้อหรือขายหุ้นของบริษัท
  5. กรรมการ และผู้บริหารของบริษัท มีหน้าที่จัดทำและส่งรายงานการถือครองหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มายังเลขานุการบริษัท เพื่อนำส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
  6. บริษัทฯ ได้กำหนดบทลงโทษทางวินัยสำหรับผู้ที่นำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ หรือนำไปเปิดเผยจนอาจทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยจะพิจารณาบทลงโทษตามระเบียบข้อบังคับพนักงาน ซึ่งรวมถึงการให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และบริษัทฯ จะดำเนินคดีจนถึงที่สุดทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่นำข้อมูลภายในของบริษัทฯ ไปใช้ และก่อให้เกิดความเสียหาย

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

นโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม

บริษัท ได้มีการกำหนดนโยบายการความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกระดับ มีการปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน จึงมีการจัดทำนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

1. การประกอบกิจการด้วยความเป็นธรรม

บริษัทมุ่งมั่นประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และดำเนินงานธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม มุ่งมั่นทำความดีต่อบุคคล กลุ่มชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม และประกอบธุรกิจโดยมีระบบการดำเนินงานที่มีมาตรฐานและมีการควบคุมที่ดี โดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ด้วยความระมัดระวัง ด้วยข้อมูลที่เพียงพอและมีหลักฐานสามารถอ้างอิงได้ รวมทั้งถือปฏิบัติตามข้อกฎหมายและข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม โดยไม่เรียกร้องหรือรับผลประโยชน์ใด ๆ ที่ชอบธรรมจากลูกค้า และไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าที่บริษัทได้ล่วงรู้มาเนื่องจากการดำเนินธุรกิจ อันเป็นข้อมูลที่ตามปกติวิสัยจะพึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย เว้นแต่จะเป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ตามกฎหมาย

1.1 การแข่งขันที่เป็นธรรม

1.1.1 บริษัทส่งเสริมนโยบายการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี และเป็นธรรม

1.1.2 ประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี

1.1.3 ไม่แสวงหาข้อมูลที่เป็นความลับของคู่ค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม เช่น การจ่ายสินจ้างให้แก่กรรมการและพนักงานของคู่แข่ง เป็นต้น

1.1.4 ไม่ทำลายชื่อเสียงของคู่แข่ง ด้วยการกล่าวหาในทางร้าย

1.2 การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในคู่ค้า

1.2.1 ปฏิบัติกับคู่ค้าซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนและปัจจัยแห่งความสำเร็จทางธุรกิจที่สำคัญด้วยความเสมอภาค และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน

1.2.2 คัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างโปร่งใส มีระบบ และมีมาตรฐาน มีการพัฒนาและรักษาสัมพันธภาพที่ยั่งยืนกับคู่ค้าและคู่สัญญา

1.2.3 มีความเชื่อถือซึ่งกันและกัน

1.2.4 ปฏิบัติตามนโยบายการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยมีการคัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐาน มีการเปรียบเทียบราคาก่อนการสั่งซื้อ มีการประเมินคู่ค้าโดยใช้เกณฑ์ที่มีมาตรฐานสากล

1.3 การเคารพต่อสิทธิในทรัพย์สิน

1.3.1 บริษัทจะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด

1.3.2 พนักงานของบริษัท มีหน้าที่รักษาความลับทางการค้า วิธีประกอบธุรกิจที่เป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท ลูกค้า หรือคู่ค้า

1.3.3 พนักงานของบริษัท ต้องใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการทำงาน ไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิดกฎหมายศีลธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณี

1.3.4 พนักงานของบริษัทต้องใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ห้ามติดตั้งและใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ไม่ถูกต้องในบริษัทโดยเด็ดขาด

1.4 การเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบ

1.4.1 บริษัทมีนโยบายเป็นกลางทางการเมือง โดยจะไม่ให้การสนับสนุน หรือกระทำการอันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

1.4.2 การสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง หมายถึง การสนับสนุนทั้งที่เป็นตัวเงินหรือมิใช่ตัวเงินให้แก่พรรคการเมือง หรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทางการเมือง การสนับสนุนที่มิใช่ตัวเงินจะรวมถึงการให้ยืมหรือบริจาคอุปกรณ์ ให้บริการด้านเทคโนโลยีโดยไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งการสละเวลาทำงานของพนักงาน

1.4.3 ในกรณีที่บริษัทมีความประสงค์ที่จะให้การสนับสนุนทางการเมือง เพื่อส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย การสนับสนุนดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือกระทำไปด้วยความคาดหวังที่จะได้รับการปฏิบัติตอบแทนเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ในการสนับสนุนจะต้องจัดทำหนังสือขออนุมัติ ระบุชื่อผู้รับการสนับสนุนและวัตถุประสงค์ของการสนับสนุนพร้อมแนบเอกสารประกอบทั้งหมด เสนอให้ประธานกรรมการบริหารพิจารณาอนุมัติ

1.4.4 พนักงานมีสิทธิเสรีภาพในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องไม่แอบอ้างความเป็นพนักงาน หรือนำทรัพย์สิน อุปกรณ์ เครื่องมือใดๆ ของบริษัทไปใช้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการใดๆ ในทางการเมือง หากเข้าร่วมจะต้องพึงระมัดระวังการดำเนินการใดๆ ที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าบริษัทได้ให้การสนับสนุนหรือฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง

2. การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

บริษัทมีนโยบายดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย และสนับสนุนให้ พนักงานของบริษัทปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงส่งเสริมให้คู่ค้าของบริษัทดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง มีความโปร่งใสด้วยเช่นกัน พร้อมกับการสร้างจิตสำนึก ค่านิยม ทัศนคติที่ถูกต้องในทุกระดับ จัดให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้นโยบายการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นของบริษัทได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทได้ประกาศใช้นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Anti-corruption Policy) และให้ถือเป็นระเบียบข้อบังคับการทำงานของบริษัทที่พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติ นอกจากนี้ บริษัทได้ร่วมประกาศเจตนารมณ์เป็นแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition: CAC) ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 8 องค์กรชั้นนำ อันได้แก่ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทยหอการค้าไทย หอการค้านานาชาติ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยสมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2557

3. การเคารพสิทธิมนุษยชน

บริษัทยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักปฏิบัติร่วมกัน พนักงานทุกคนจะต้องไม่กระทำการใดๆ หรือส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเคร่งครัด โดยได้กำหนดให้มีนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

1. บริษัทให้การดูแลข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน โดยถือเป็นความลับ ไม่ส่งข้อมูลหรือกระจายข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง การเปิดเผยหรือถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลจะกระทำได้เมื่อได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

2. บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

3. บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อชาติสัญชาติ ภาษา ศาสนา เพศ อายุ และการศึกษา

4. พนักงานต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ประพฤติตนเหมาะสมกับหน้าที่การงานตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท และตามขนบธรรมเนียมประเพณี โดยไม่สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์บริษัท

4. การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจ บริษัทจึงมีการกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อพนักงาน โดยผู้บริหารยึดหลักการปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความยุติธรรม สนับสนุนการสร้างศักยภาพเพื่อเพิ่มความก้าวหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน รวมทั้งส่งเสริมให้พนักงานมีความเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณที่พนักงานพึงปฏิบัติ จัดให้มีการกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการให้แก่พนักงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสภาพการจ้างงานที่ยุติธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสม มีโอกาสที่จะพัฒนาเพื่อก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รวมทั้งมีการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย ส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรปฏิบัติต่อกันด้วยความสุจริตใจ รับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น รวมถึงเปิดโอกาสให้พนักงานเสนอความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะอย่างมีเหตุผล โดยบริษัทได้ประกาศใช้นโยบายการบริหารและพัฒนาบุคลากร อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาและยกระดับความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่ถือมีความสำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อไป

5. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

1. ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการหรือสูงกว่าความคาดหมายของลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม

2. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการที่ถูกต้อง เพียงพอ และทันต่อเหตุการณ์แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ามีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ โดยไม่มีการกล่าวเกินความเป็นจริงทั้งในการโฆษณา หรือในการสื่อสารช่องทางอื่นๆ กับลูกค้า อันเป็นเหตุให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพ ปริมาณ หรือเงื่อนไขใดๆ ของสินค้าและบริการ

3. รักษาความลับของลูกค้าและไม่นำไปใช้ประโยชน์ของตนเอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมิชอบ

4. ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยความรวดเร็ว และจัดให้มีระบบและช่องทางให้ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

บริษัทให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีการดำเนินธุรกิจโดยการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงยึดแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม บริษัทได้จัดให้มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

6.1 กำหนดให้มีผู้รับผิดชอบควบคุมการดำเนินงานของธุรกิจเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกินกว่ามาตรฐานกำหนด รับผิดชอบและยึดมั่นในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างสมดุล

6.2 ดำเนินกิจกรรมเพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ชุมชนที่บริษัทตั้งอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งที่ดำเนินการเอง ร่วมมือกับรัฐ และชุมชน ตลอดจนเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่นบริเวณที่องค์กรจัดตั้งอยู่

6.3 บริษัทมีการประเมินความเสี่ยง และกำหนดมาตรการป้องกันอุบัติเหตุและควบคุม การปล่อยของเสียให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน รวมถึงมีนโยบายและมาตรการลดการเกิดของเสีย และจัดให้มีการกำจัดของเสียที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่เหมาะสม

6.4 ตอบสนองอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน อันเนื่องมาจากการดำเนินงานของบริษัท โดยให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6.5 ส่งเสริมให้พนักงานของบริษัทมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมภายในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริษัท การใช้ทรัพยากรไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพ โดยการติดตั้ง Solar Rooftop บนหลังคาโรงงานของบริษัท โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือ ลดปริมาณคาร์บอนลง 2,000 ตันคาร์บอน

7. การร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคม

บริษัทมีแนวทางที่จะปฏิบัติหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุนและอาสาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจตลอดจนการฟื้นฟูสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนี้บริษัทยังจัดให้มีช่องทางสำหรับให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท และร้องเรียน กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการกระทำของของบริษัทโดยผ่านช่องทางที่ระบุไว้ในนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการร่วมพัฒนาชุมชนหรือสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริจาคหน้ากากอนามัยที่ผลิตเป็นผู้ผลิตให้กับชุมชนและหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดที่ตั้งบริษัทและจังหวัดข้างเคียง โครงการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษากับนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องการที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

8. การมีนวัตกรรมและเผยแพร่นวัตกรรม

การพัฒนาบุคลากรให้มีความเข้าใจในเทคโนโลยีและทิศทางการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจและอุตสาหกรรม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

บริษัทมีกลยุทธ์และแนวทางสำหรับการขับคลื่อนองค์กรดังนี้

  1. การพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี โดยให้มีการเชื่อมโยงระหว่างบุคลากรที่มีประสบการณ์กับบุคลากรที่มีเทคโนโลยี บริษัทให้ความสำคัญในการสร้างบุคลากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดในการขับเคลื่อนเละพัฒนาองค์กร โดยบริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมความรู้เฉพาะทางเชิงลึก(Skills and Knowledges) ในเเต่ละหน่วยงานโดยเน้นให้มีการแบ่งปันความรู้เละประสบการณ์ระหว่างผู้ที่มีความรู้เชิงหลักการ เละผู้ที่มากประสบการณ์ หลังจากการฝึกอบรมในห้องเรียนเละการฝึกฝนหน้างานกับเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะมีการทดสอบเพื่อประเมินผลเทียบกับผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Indicators/ KPI) เก็บเป็นข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ ต่อยอดความสามารถของพนักงาน (Radar Chart) ทั้งหน่วยงานฝ่ายผลิตเละฝ่ายสนับสนุน

    นอกจากการฝึกอบรมภายในองค์กร บริษัทสนับสนุนการจัดหลักสูตรร่วมกับสถานศึกษา ทั้งระดับอาชีวศึกษา เละระดับอุดมศึกษา ประกอบด้วย หลักสูตรระยะสั้น (Short Course) หลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-degree) รวมถึงการรับนักศึกษา ปวส.เข้ามาฝึกอบรมในบริษัทและโรงงาน ทำงานแบบมีรายได้ ระหว่างภาคการศึกษา และจัดให้มีโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี เละปริญญาโท ศึกษาเนื้อหาวิชาที่พัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

  2. การประยุกต์และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เป็นไปตามทิศทางการขับเคลื่อนขององค์กร ภายใต้กรอบแนวคิด ARAI ซึ่งคือการ ประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ (Robot) กับสายการผลิตเละหน่วยงานสนับสนุนอื่นในองค์กร รวมถึงต่อยอดปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างเครื่องจักรเละระบบ สามารถสั่งการเละควบคุมได้ในระยะไกล(Internet of Things)

  3. การนำเทคโนโลยีข้อมูล (Big DATA) มาใช้ในการบริหารและตัดสินใจ บริษัทมีการบริหารจัดเก็บข้อมูลเชิงระบบ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลทางการผลิต ข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุน ที่มีจำนวนมากจากแต่ละบริษัทย่อยแต่ละธุรกิจมารวบรวมไว้ เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์แผนธุรกิจที่ดำเนินอยู่ เป็นข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือเพิ่มผลผลิต รวมถึงการใช้เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยในปัจจุบัน บริษัทเริ่มจากการเก็บตัวเลขผลการผลิตจำนวนมากอย่างละเอียด นำมาวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นรายวัน สามารถรู้ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการทำกำไร เพื่อที่จะนำไปต่อยอดเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ โดยทั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ผลตอบแทนที่หน่วยงานนั้นๆพึงได้รับอย่างเหมาะสมยุติธรรม ตามผลงานเละผลประกอบการ

  4. การสร้างให้เป็นองค์กรเทคโนโลยี ทั้งในด้านการผลิต กระบวนการ และการบริการ จากกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างทรัพยากรบุคคล โดยมุ่งหวังให้เกิดการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา บริษัทมีการจัดสรรงบประมาณในการลงทุน ค้นคว้า พัฒนา จนถึงซ่อมสร้าง เละติดตั้งเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องที่มีเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากการใช้งานจริง ตลอดจนการพัฒนาสายการผลิต และผลิตภัณฑ์ การบริการร่วมกับลูกค้า มุ้งเน้นสินค้าที่ทันสมัยเละเป็นมิตรต่อสิ่แวดล้อม งบประมาณดังกล่าวถูกจัดสรรเพื่อสร้าง ARAI Academy โรงงานที่เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการครบทุกขั้นตอนกระบวนการผลิต หรือการทำงานที่ใช้อยู่จริงในแต่ละธุรกิจ ให้พนักงานได้เข้ามาฝึกอบรม ทบทวนความรู้ เละต่อยอดทักษะเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นโยบายการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) มีอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและโปร่งใสไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดี และจรรยาบรรณตลอดจนนโยบายและแนวปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ของบริษัทฯ ในปี 2557 “ได้เข้าร่วมปฏิบัติ ของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น “ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ

เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ มีนโยบายการกำหนดความรับผิดชอบ แนวปฏิบัติ และข้อกำหนดในการดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นกับทุกกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทฯทั้งภายในและภายนอกขององค์กร และเพื่อให้การตัดสินใจและการดำเนินการทางธุรกิจที่อาจมีความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้รับการพิจารณา และปฏิบัติอย่างรอบคอบ บริษัทฯ จึงได้จัดทำ “นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น” เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ และพัฒนาสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน

1. ขอบเขต

1.1 นโยบายนี้ใช้บังคับกับกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างทุกคนของบริษัทและบริษัทย่อย

1.2 บริษัทจะดำเนินการให้ผู้รับสิทธิหรือบุคคลใด ๆ ที่กระทำการแทนในนามบริษัทปฏิบัติตามนโยบายนี้

2. คำนิยามตามนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

“การคอร์รัปชั่น” หมายถึง การใช้อำนาจที่ได้มาหรือการใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ในทางมิชอบ เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว เพื่อน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน หรือประโยชน์อื่นใดอันมิควรได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของผู้อื่น ซึ่งอาจเกิดได้หลายลักษณะ เช่น การติดสินบนไม่ว่าจะด้วยการให้ การเสนอ ให้คำมั่น สัญญาว่าจะให้ การรับ การเรียกร้องทั้งที่เป็นตัวเงิน ทรัพย์สิน สิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนหรือผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม เพื่อให้บุคคลดังกล่าวกระทำการหรือละเว้นกระทำการตามหน้าที่อันเป็นการให้ได้มาหรือรักษาไว้ซึ่งธุรกิจหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ไม่เหมาะสมในทางธุรกิจ

ทุจริต หมายถึง การแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยหน้าที่หรือด้วยกฎหมายของกรรมการผู้บริหารและพนักงาน ทั้งของบริษัท ของลูกค้า และของคู่ค้า หรือคู่สัญญาของบริษัท อาทิ การทำหลักฐานการเงินเป็นเท็จ การนำทรัพย์สินของบริษัทไปใช้ส่วนตัว การเบียดบัง การยักยอก ฉ้อโกง การกระทำในลักษณะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ ฯลฯ

การจ่ายเงินคอร์รัปชั่นหรือการจ่ายผลประโยชน์ทางทุจริตหมายความรวมถึง การจ่ายเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ โดยตรงจากบริษัทเอง หรือผ่านลูกค้า/คู่ค้า หรือบุคคลที่สาม

การช่วยเหลือทางการเมือง หมายถึง การช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงินหรือในรูปแบบอื่น เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง เช่น การให้สิ่งของหรือบริการ การโฆษณาส่งเสริมหรือสนับสนุนพรรคการเมืองการซื้อบัตรเข้าชมงานที่จัดเพื่อระดมทุนหรือบริจาคเงินให้แก่องค์กรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคการเมือง เป็นต้น

3. นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

3.1 ห้ามกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทยอมรับหรือให้การสนับสนุนการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยครอบคลุมทั้งกลุ่มบริษัท ฯ กำหนดให้มีการสอบทานการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างสม่ำเสมอ และทบทวนแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ ประกาศ กฎหมายและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

3.2บริษัทพัฒนามาตรการการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องรวมถึงหลักปฏิบัติด้านศีลธรรม โดยจัดให้มีการประเมินความเสี่ยงในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น

3.3บริษัทไม่กระทำหรือสนับสนุนการให้สินบนในทุกรูปแบบ ทุกกิจกรรม รวมถึงการควบคุมการบริจาคให้แก่พรรคการเมือง มีความโปร่งใสและไม่มีเจตนาเพื่อโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐหรือเอกชนดำเนินการไม่เหมาะสม

3.4บริษัทจัดให้มีการควบคุมภายในที่เหมาะสม สม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านงานขาย การตลาด และ จัดซื้อ จัดจ้าง

3.5บริษัทจัดให้มีกลไกการรายงานสถานะการเงินที่โปร่งใสและถูกต้องแม่นยำ

3.6นโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ให้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่กรรมการสรรหาและการคัดเลือกบุคลากร การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม และการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงาน และการให้ผลตอบแทน

4. หน้าที่ความรับผิดชอบ

4. 1 คณะกรรมการบริษัท มีหน้าที่พิจารณาและอนุมัตินโยบาย และสนับสนุนการต่อต้านทุจริต คอร์รัปชั่น ให้เกิดขึ้นในบริษัท เพื่อให้ทุกคนในบริษัทได้เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และปลูกฝังจนเป็นวัฒนธรรมขององค์กร พร้อมทั้งกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบ ได้รายงานการกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ส่งผลกระทบต่อบริษัท คณะกรรมการบริษัทมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ข้อแนะนำ พิจารณาบทลงโทษ และร่วมกันหาวิธีการแก้ไขปัญหา ให้กับกรรมการ กรรมการผู้จัดการ หรือรองประธานกรรมการบริหาร

4. 2 คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่และรับผิดชอบในการสอบทานให้บริษัทและบริษัทย่อยให้มีการควบคุมภายในอย่างเพียงพอ และสอบทานการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น

4. 3 ฝ่ายตรวจสอบภายใน มีหน้าที่และรับผิดชอบในการตรวจสอบและสอบทานการปฏิบัติว่าเป็นไปตามนโยบาย แนวทางปฏิบัติที่บริษัทได้กำหนดไว้ และสอดคล้องกับระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบต่อต้านการคอร์รัปชั่นของบริษัทและบริษัทย่อยมีความเหมาะสมเพียงพอและรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบ

4. 4 ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่และรับผิดชอบ ในการกำหนดให้มีระบบ ให้การส่งเสริม สนับสนุน และควบคุมดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีการปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่น รวมทั้งมีการทบทวนความเหมาะสมของมาตรการต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอว่ามีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบัน

5. แนวปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

กรรมการบริษัท ผู้บริหาร และพนักงาน ลูกจ้างของบริษัท ต้องปฏิบัติตามนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และจรรยาบรรณทางธุรกิจ อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรง หรือทางอ้อม โดย

5.1 คณะกรรมการของบริษัท ผู้บริหาร พนักงานทุกระดับของบริษัทและบริษัทย่อยต้องปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และการปฏิบัติงานนั้นต้องถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งอยู่ในจรรยาบรรณบริษัท

5.2 สนับสนุนให้ปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามพันธสัญญาต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทและบริษัทย่อย

5.3 สนับสนุนให้มีการปลูกจิตสำนึกของผู้บริหารและพนักงานให้ละเว้นการทุจริตและตระหนักถึงโทษภัยของการทุจริต

5.4 กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวังต่อรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนี้

(1) ห้ามให้หรือรับสินบนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยตนเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นกระทำแทนตน

(2) การให้หรือรับของขวัญ การเลี้ยงรับรอง หรือผลประโยชน์อื่น ๆ จากลูกค้า คู่ค้า หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้

(3) การบริจาคเพื่อการกุศล การสาธารณประโยชน์ และเงินสนับสนุนต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรม รวมทั้งไม่เป็นการกระทำการใด ๆ ที่จะมีผลเสียหายต่อสังคมส่วนรวมหรือถูกนำไปใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการติดสินบน

5.5 บริษัทจัดให้มีการควบคุมภายในที่เหมาะสม สม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะงานจัดซื้อ งานบริหารคลังสินค้าและการจัดส่ง

5.6 บริษัทจัดให้มีกลไกการรายงานสถานะการเงินที่โปร่งใสและถูกต้องแม่นยำ

5.7 บริษัทจะจัดให้มีการฝึกอบรมแก่พนักงานเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตและคอรัปชั่น

5.8 กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ทุกระดับของบริษัทและบริษัทย่อยไม่พึงละเลยหรือเพิกเฉย เมื่อพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาหรือบุคคลที่รับผิดชอบทราบ และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมทั้งจัดให้มีช่องทางในการรับข้อร้องเรียนทั้งจากบุคคลภายนอก และบุคคลภายในบริษัทและบริษัทย่อย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่บริษัทกำหนด

5.9 บริษัทต้องให้ความเป็นธรรมและคุ้มครองพนักงานที่ปฏิเสธการคอร์รัปชั่น หรือแจ้งเรื่องการคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย โดยบริษัทจะไม่ไล่ออก ปลดออก ลดตำแหน่ง ลงโทษ หรือให้ผลทางลบต่อพนักงานที่ปฏิเสธการคอร์รัปชั่น แม้ว่าการกระทำนั้นจะทำให้บริษัทและบริษัทย่อย สูญเสียโอกาสทางธุรกิจก็ตาม

5.10 บุคคลใดหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริต หรือส่อไปในทางทุจริตที่มีผลเกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อย ต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ควรแจ้งให้คณะกรรมการตรวจสอบหรือผู้บังคับบัญชาทราบทันที หรือแจ้งผ่านช่องทางการแจ้งเบาะแสตามที่ได้กำหนดในนโยบายการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริต

5.11 นโยบายต่อต้านการคอร์รัปชั่นนี้ให้ครอบคลุมไปถึงกระบวนการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากร การเลื่อนตำแหน่ง การฝึกอบรม และการประเมินผลปฏิบัติงานของพนักงาน โดยกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

6. เรื่องที่รับแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น

6.1 พบเห็นการกระทำที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร โดยทางตรง หรือทางอ้อม เช่น พบเห็นบุคคลในองค์กรติดสินบน/รับสินบน เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐบาล หรือหน่วยงานเอกชน

6.2 พบเห็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติของบริษัท หรือมีผลต่อระบบการควบคุมภายในของบริษัท จนทำให้สงสัยได้ว่า อาจจะเป็นช่องทางในการทุจริตคอร์รัปชั่น

6.3 พบเห็นการกระทำที่ทำให้บริษัทเสียผลประโยชน์ กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท

พบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม จรรยาบรรณทางธุรกิจ

7. ช่องทางการรับแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนการทุจริตคอร์รัปชั่น

บุคคลใดหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือส่อไปในทางทุจริตที่มีผลเกี่ยวข้องกับบริษัทและบริษัทย่อยทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าว ควรแจ้ง โดยผ่านช่องทางการรับเรื่องไว้ในนโยบายการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดและการทุจริตที่ได้กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้

โดยผู้ร้องเรียนจะต้องระบุรายละเอียดของเรื่องที่จะแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียน พร้อมชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และส่งมายังช่องทางรับเรื่อง ดังนี้

1. แจ้งผ่านช่องทาง อีเมล์ของประธานกรรมการบริหาร ที่ somchai@sncformer.com หรือ

2. แจ้งผ่านช่องทาง อีเมล์ของคณะกรรมการตรวจสอบ bsuchat@yahoo.com หรือ

3. แจ้งผ่านช่องทาง เว็บไซต์ของบริษัท http://www.sncformer.com (หัวข้อ แจ้งเบาะแส) หรือ

4. แจ้งผ่านช่องทาง โทรศัพท์ เบอร์ 02-108-0370-76 (ฝ่ายประชาสัมพันธ์ / เลขานุการบริษัท)

5. แจ้งผ่านช่องทาง กล่องแดงรับแจ้งเบาะแส (ตั้งอยู่ที่ตึกสำนักงานใหญ่ และ SNC ระยอง)

6. แจ้งผ่านทางช่องทาง กล่องรับความคิดเห็น ที่ส่งตรงถึงประธานกรรมการบริหาร

ทั้งนี้หากผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน มีข้อร้องเรียน กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ หรือรองประธานกรรมการบริหาร ขอให้ท่านส่งเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบโดยตรง

บุคคลที่สามารถแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มของบริษัทได้แก่ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่แข่งทางการค้า เจ้าหนี้ ภาครัฐบาล ชุมชน สังคม ผู้บริหารและพนักงานของบริษัท ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะแจ้งด้วยวิธีใดดังกล่าวข้างต้น ทางบริษัทจะรักษาความลับของท่าน

8. มาตรการคุ้มครอง และรักษาความลับ

เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลที่กระทำโดยเจตนาสุจริต บริษัทจะปกปิดชื่อ ที่อยู่หรือข้อมูลใด ๆ ที่สามารถระบุตัวผู้ร้องเรียนหรือผู้ให้ข้อมูลได้ และเก็บรักษาข้อมูลของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ โดยจำกัดเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

ในกรณีที่มีการร้องเรียน กรรมการบริหาร หรือกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการตรวจสอบ จะทำหน้าที่ในการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ไม่ให้ได้รับความเดือนร้อน อันตรายใด หรือความไม่ชอบธรรม อันเกิดมาจากการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน การเป็นพยานหรือการให้ข้อมูล โดยขอให้ผู้ร้องเรียนส่งเรื่องร้องเรียนมายังคณะกรรมการตรวจสอบโดยตรง

กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่ในการใช้ดุลยพินิจสั่งการตามที่เห็นสมควร เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ไม่ให้ได้รับความเดือนร้อน อันตรายใด หรือความไม่ชอบธรรม อันเกิดมาจากการแจ้งเบาะแส ร้องเรียน การเป็นพยาน หรือการให้ข้อมูล

กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ สามารถมอบหมายงานให้กับผู้บริหารคนใด คนหนึ่ง ทำหน้าที่แทนในการใช้ดุลยพินิจสั่งการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน พยาน และบุคคลที่ให้ข้อมูลได้ โดยผู้บริหารที่ได้รับมอบหมาย ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ได้รับแจ้งเบาะแส หรือผู้ร้องเรียน ทั้งโดยทางตรง หรือทางอ้อม (เช่น ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยตรง)

ทั้งนี้ ผู้ได้รับข้อมูลจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียน มีหน้าที่เก็บรักษาข้อมูล ข้อร้องเรียนและเอกสารหลักฐานของผู้ร้องเรียนและผู้ให้ข้อมูลไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหน

9. ขั้นตอนการดำเนินการสืบสวน และบทลงโทษ

9.1 เมื่อได้รับการแจ้งเบาะแส กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการตรวจสอบจะ เป็นผู้กลั่นกรอง สืบสวนข้อเท็จจริง

9.2 ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริง กรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการตรวจสอบ อาจจะมอบหมายให้ตัวแทน (ผู้บริหาร) แจ้งผลความคืบหน้าเป็นระยะให้ผู้แจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนได้ทราบ

9.3 หากการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้วพบว่า ข้อมูลหรือหลักฐานที่มี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาได้กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง บริษัทจะให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหา ได้รับทราบข้อกล่าวหา และให้สิทธิ ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ตนเอง โดยการหาข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำอันทุจริต ตามที่ได้ถูกกล่าวหา

9.4 หากผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง การทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น จรรยาบรรณทางธุรกิจของบริษัท จะต้องได้รับการพิจารณาโทษทางวินัย ตามระเบียบ ที่บริษัทได้กำหนดไว้ และหากการกระทำทุจริตนั้น ผิดกฎหมาย ผู้กระทำผิดอาจจะต้องได้รับโทษทางกฎหมายทั้งนี้โทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท ฯ คำตัดสินของกรรมการบริหารถือเป็นอันสิ้นสุดในกรณีที่มีการร้องเรียนกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ในการรับเรื่อง หาข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามที่ได้รับแจ้ง เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ให้ร่วมกันพิจารณา และกำหนดโทษตามที่เห็นสมควร

9.5 บริษัทฯ จะให้ความเป็นธรรมและความคุ้มครองพนักงานที่ปฏิเสธหรือแจ้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของบริษัทฯ โดยจะไม่ลดตำแหน่ง ลงโทษ หรือให้ผลทางลบ และบริษัทฯ จะดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียน หรือผู้ให้ความร่วมมือในการรายงานการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเคร่งครัด ตามที่กำหนดในนโยบายและระเบียบวิธีปฏิบัติด้านบุคคล และ/หรือ มาตรการ การร้องเรียนและการแจ้งเบาะแสของบริษัทฯ

10. การเผยแพร่นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

เพื่อให้ทุกคนในองค์กรได้รับทราบนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น บริษัทจะดำเนินการดังต่อไปนี้

10.1 บริษัทจะติดประกาศนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ในสถานที่เด่นชัด ทุกคนในองค์กรสามารถอ่านได้

10.2 บริษัทจะเผยแพร่นโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ผ่านช่องทางการสื่อสารของบริษัท เช่น จดหมาย อิเล็คทรอนิกส์ (E-Mail) เว็บไซต์บริษัท รายงานการเปิดเผยข้อมูลประจำปี (56-1) และรายงานประจำปี (56-2)

10.3 บริษัทจะจัดให้มีการอบรมนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ให้แก่พนักงานใหม่

10.4 บริษัทจะทบทวนนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้บริษัทได้กำหนดนโยบายรับข้อร้องเรียน และการแจ้งเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้กรรมการผู้บริหารพนักงานของกลุ่มบริษัทปฏิบัติตามนโยบายที่เกี่ยวข้องที่บริษัทได้ประกาศใช้

คณะกรรมการบริษัทฯ ขอให้คณะกรรมการบริหาร และพนักงานทุกท่านศึกษา ทำความเข้าใจ ในนโยบายการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น และยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บริษัทฯ ถือว่านโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่น เป็นส่วนหนึ่งของ “ระเบียบข้อบังคับการทำงาน” ของบริษัทฯ

นโยบายบริษัท เรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

นโยบายการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่ง

บริษัทได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการสืบทอดงาน ในกรณีที่มีตำแหน่งว่างลง ซึ่งนอกจากบริษัทจะตั้งคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เพื่อทำหน้าที่สรรหา คัดเลือก และเสนอบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารระดับสูงแล้ว บริษัทยังได้จัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งขึ้น โดยทำการคัดเลือกบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว และพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถรองรับ ตำแหน่งได้ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น ตลอดจนพนักงาน ว่าการดำเนินงานของบริษัทจะได้รับการสานต่ออย่างทันท่วงที ทั้งนี้บริษัทมีการกำหนดแผนสืบทอดตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารในตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้

  • ประเมินความพร้อมของทีมงานให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • กำหนดแผนสร้างความพร้อมของทีมงาน โดยพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานไว้ล่วงหน้าหรือสรรหา
  • สร้างแผนสรรหาผู้บริหารและพนักงานโดยพัฒนาฝึกอบรมไว้ล่วงหน้า
  • คัดเลือก ประเมินผลงาน และประเมินศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหารในสายงานนั้นๆ
  • พัฒนาทักษะของผู้บริหารและพนักงานที่คาดว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้จริง

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร กรรมการผู้จัดการหรือผู้บริหาร 4 ลำดับแรก

นโยบายการกำหนดแผนการสืบทอดตำแหน่ง

นโยบาย CSR เรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)

นโยบาย และ กลยุทธ์ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ในเครือ SNC Group ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับยานพาหนะแม่พิมพ์ รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเน้นผลิตสินค้าและบริการอย่างมีคุณภาพ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนา ดำเนินการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO 14001:2015 เพื่อการเจริญเติบโตของบริษัทฯอย่างยั่งยืน

ผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามนโยบาย ดังต่อไปนี้

  1. บริษัทฯ จะปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และระเบียบข้อบังคับอื่นๆด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมถึงมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้
  2. บริษัทฯดำเนินการปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานในองค์กร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทฯ รวมถึงสังคมชุมชน ให้มีความตระหนักถึงความสำคัญในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  3. บริษัทฯเสริมสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ใช้ทรัพยากรและพลังงาน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ตลอดจนมีการติดตามประเมินผล และควบคุมการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
  4. บริษัทฯมีการวิเคราะห์ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการป้องกันปัญหา โดยมีการกำหนดเป้าหมายในการบริหารจัดการเพื่อลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการกำหนดแนวทางการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อเนื่องอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  5. บริษัทฯจะดำเนินการเผยแพร่นโยบายแนวทางปฏิบัติ ต่อผู้มีส่วนได้เสียขององค์กร และสาธารณชน

บริษัทจะดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริษัท โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญ คือ ปลูกฝังจิตสำนึก ปฏิบัติตามกฎหมาย ในการรักษา และป้องกันการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อม ในลำดับต่อมา บริษัทมีมาตรการดำเนินการลดการใช้พลังงาน มีการศึกษาข้อมูล พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยในอนาคต บริษัทวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจ โดยเน้นการพัฒนา และสร้างมูลค่าร่วมกับชุมชน และดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกเนื่องจากธุรกิจหลักของบริษัทจะเกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศซึ่งใช้สารทำความเย็นที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกเราจึงได้มีการพัฒนาสินค้าของเราคือสินค้าเครื่องปรับอากาศที่ใช้กับสารทำความเย็นชนิดใหม่ (R32) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อการทำลายชั้นโอโซน (Ozone Depletion) และผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน (Global Warming) สอดคล้องกับ The Global Goals for Sustainable Development ซึ่งในปี 2018 บริษัทได้มีนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Global Goal ที่ 13 - Climate Action)

โดยบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวของแต่ละโครงการ

1.1. โครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน ( ข้อมูลประกอบ 1 )

1.2. โครงการลดการปล่อยก๊าซที่ทำลายชั้นโอโซน

2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายใน เพื่อให้สภาวะแวดล้อมภายในบริษัทมีความน่าอยู่ และมีประสิทธิภาพในการทำงาน บริษัทจึงได้ให้ความสำคัญกับระบบ 5ส.ภายในบริษัท มีการรณรงค์ให้พนักงานทุกระดับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นอกจากนั้นบริษัทมีการกำหนดเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวแต่ละโครงการอื่นๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรม

2.1 เพิ่มพื้นที่สีเขียว โครงการ ร่วมใจปลูกต้นไม้ด้วยมือเรา SNC Green Thumb

2.2 การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ “ หลัก 3 R ” ซึ่งประกอบด้วย Reduce, Re-use, และ Recycle

2.3 การลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก และพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

2.4 การประหยัดการใช้พลังงานแสงสว่าง

รายละเอียดข้อมูลประกอบ 1

ภายในกลุ่มบริษัท SNC คำนึงถึงวิธีการในการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพ โดยมีการติดตั้ง Solar Roof บนหลังคาโรงงาน ที่จังหวัตระยอง จำนวนทั้งสิ้น 6 โรงงาน โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือ ลดปริมาณคาร์บอนลง 2,000 ตันคาร์บอน โดย

  1. การใช้พลังงานไฟฟ้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  2. ลดภาระต้นทุนการใช้พลังงานไฟฟ้าของบริษัท
  3. ช่วยลดการสร้างมลภาวะ เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยบริษัท ได้มีการเก็บข้อมูลการใช้ไฟ้าอย่างต่อเนื่อง พบว่าบริษัทมีต้นทุนการใช้ไฟฟ้าที่ลดลงจากการนำ Solar Rooftop เข้ามาติดตั้ง บริษัทมีการโดยปริมาณคาร์บอนที่ลดได้ตั้งแต่เดือน มกราคม-ธันวาคม 2561 มีปริมาณเท่ากับ 1,172 ตันคาร์บอน

โครงการSolar Rooftop เป็นโครงการระยะยาวของบริษัทที่นอกจากจะช่วยลดผลกระทบด้านมลภาวะจากสิ่งแวตล้อมแล้วยังช่วย เรื่อง ต้นทุนด้านพลังงานของบริษัทไปพร้อมกันด้วย โดยทั้งนี้บริษัทยังคงมีการดำเนินงานต่อเนื่อง และเก็บผลลัพธ์ โดยตั้งแต่เดือน มกราคม-พฤษภาคม2562 มีปริมาณเท่ากับ 508.8 ตัน คาร์บอน

นโยบาย CSR เรื่อง การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint)

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จึงได้จัดทำนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Policy) ขึ้น โดยนโยบายนี้ได้อธิบายถึงวิธีการที่บริษัทปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การเก็บรวบรวม การจัดเก็บรักษา การใช้ การเปิดเผย รวมถึงสิทธิต่าง ๆ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น เพื่อให้เจ้าของข้อมูลได้รับทราบถึงนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท บริษัทจึงประกาศนโยบายฯ ดังต่อไปนี้

1. คำนิยาม

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ

“ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยแท้ของบุคคล แต่มีความละเอียดอ่อนและอาจสุ่มเสี่ยงในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด

“คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้น โดยมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแล ออกหลักเกณฑ์ มาตรการ หรือข้อปฏิบัติอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

2. การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยมี วัตถุประสงค์ ขอบเขต และใช้วิธีการที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยในการเก็บรวบรวมนั้นจะทำเพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงานภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทเท่านั้น ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการให้เจ้าของข้อมูล รับรู้ ให้ความยินยอมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือตามแบบวิธีการของบริษัท กรณีที่บริษัทจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของเจ้าของข้อมูล บริษัทจะขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลโดยชัดแจ้งก่อนทำการเก็บรวบรวม เว้นแต่การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวจะเข้าข้อยกเว้นตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือกฎหมายอื่นกำหนดไว้

3. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะทำการเก็บรวบรวม หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของบริษัท เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญา การทำธุรกรรมทางการเงิน การดำเนินกิจกรรมบริษัท การติดต่อประสานงานต่าง ๆ หรือเพื่อปรับปรุงคุณภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดทำฐานข้อมูล วิเคราะห์และพัฒนากระบวนการดำเนินงานของบริษัท และเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดที่ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย และ/หรือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยบริษัทจะจัดเก็บและใช้ข้อมูลดังกล่าวตามระยะเวลาเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลหรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

บริษัทจะไม่กระทำการใด ๆ แตกต่างจากที่ระบุในวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล เว้นแต่

(1) ได้แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ให้แก่เจ้าของข้อมูลทราบ และได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

(2) เป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

4. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไปให้บุคคลใดโดยปราศจากความยินยอม และจะเปิดเผยตามวัตถุประสงค์ที่ได้มีการแจ้งไว้ อย่างไรก็ดี เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของบริษัทและการให้บริการแก่เจ้าของข้อมูล บริษัทอาจมีความจำเป็นในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ให้แก่บริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นทั้งในและต่างประเทศ เช่น ผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่ต้องดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการให้บุคคลเหล่านั้นเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็นความลับ และไม่นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากขอบเขตที่บริษัทได้กำหนดไว้

นอกจากนี้ บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงในกรณีที่มีการร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น การร้องขอข้อมูลเพื่อการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือการร้องขอจากหน่วยงานเอกชน หรือบุคคลภายนอกอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมาย

5. แนวทางในการดำเนินการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจะกำหนดมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมาตรการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่พนักงานของบริษัทและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสนับสนุนและส่งเสริมให้พนักงานมีความรู้และตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบในการเก็บรวบรวม การจัดเก็บรักษา การใช้ และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล โดยพนักงานของบริษัทต้องปฏิบัติตามนโยบายฯ และแนวปฏิบัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่บริษัทกำหนดไว้ เพื่อให้บริษัทสามารถปฏิบัติตามนโยบายและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

6. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิในการดำเนินการ ดังต่อไปนี้

6.1 สิทธิในการเพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไว้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ให้ความยินยอมไว้แล้ว

6.2 สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและขอทำสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงการขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ได้ให้ความยินยอม

6.3 สิทธิในการแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง

6.4 สิทธิในการลบข้อมูลส่วนบุคคล

6.5 สิทธิในการระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

6.6 สิทธิในการให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล

6.7 สิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

เจ้าของข้อมูลสามารถขอใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้นได้ โดยยื่นคำร้องขอใช้สิทธิต่อบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษรหรือผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ตามแบบฟอร์มที่บริษัทกำหนด ผ่าน “ช่องทางการติดต่อของบริษัท” ด้านล่าง โดยบริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาตามคำร้องฯ ของเจ้าของข้อมูล ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทอาจปฏิเสธสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดไว้

7. การทบทวนและเปลี่ยนแปลงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทอาจทำการปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายนี้เป็นครั้งคราวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ โดยบริษัทจะประกาศแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทราบอย่างชัดเจน ก่อนจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลง

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ขอบเขตหน้าที่ประธานกรรมการบริหาร

อำนาจหน้าที่ของประธานกรรมการบริหาร

ประธานกรรมการบริหารมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารบริษัท และจะต้องปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นอย่างดีที่สุด รวมถึงเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  1. ดำเนินการให้มีการจัดทำและส่งมอบนโยบายทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท รวมถึงแผนงานและงบประมาณต่อคณะกรรมการบริหารและ/หรือคณะกรรมการบริษัทเพื่อขออนุมัติ และมีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าตามแผนและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารและ/หรือคณะกรรมการบริษัททุก 3 เดือน
  2. เป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดการและควบคุมดูแลการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานทั่วไปของบริษัทเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบและข้อบังคับของบริษัท
  3. เป็นผู้มีอำนาจในการบังคับบัญชา ติดต่อ สั่งการ ดำเนินการตลอดจนเข้าลงนามในนิติกรรม สัญญา เอกสารคำสั่งหนังสือแจ้งหรือหนังสือใด ๆ ที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือบุคคลอื่น ตลอดจนให้มีอำนาจกระทำการใดๆ ที่จำเป็นและสมควร เพื่อให้การดำเนินการข้างต้นสำเร็จลุล่วงไป
  4. ให้มีอำนาจในการมอบอำนาจช่วง และ/หรือ มอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนได้ โดยการมอบอำนาจช่วง และ/หรือ การมอบหมายดังกล่าวให้อยู่ภายใต้ขอบเขตแห่งการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ และ/หรือให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งที่คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ กลุ่มบริษัทกำหนดไว้ ทั้งนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวจะต้องไม่เป็นการมอบอำนาจที่ทำให้ผู้รับมอบอำนาจสามารถอนุมัติรายการใดที่ตน บุคคลที่เกี่ยวข้อง บุคคลอาจมีความขัดแย้ง บุคคลมีส่วนได้เสีย หรือมีผลประโยชน์ในลักษณะอื่นใดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย มีอำนาจในการอนุมัติเรื่องดังกล่าว
  5. มีอำนาจสั่งการ ออกระเบียบ ประกาศ บันทึก เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการบริษัท หรือคณะกรรมการบริหาร หรือเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท
  6. การดำเนินงานใดๆ ที่ได้รับมอบหมายตามมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร และ/หรือ มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท
  7. พิจารณาการจัดสรรงบประมาณประจำปีที่ฝ่ายบริหารจัดทำ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารพิจารณาและ/หรือคณะกรรมการบริษัท ตามกรอบอำนาจอนุมัติที่คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติแล้ว รวมทั้งควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีของแต่ละหน่วยงาน
  8. พิจารณาประเมินผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกกลุ่มบริษัท
  9. มีอำนาจพิจารณาอนุมัติการจัดซื้อ และใช้จ่ายเงินในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินงานตามปกติของบริษัท ซึ่งรวมถึง การจัดซื้อที่ดิน การอนุมัติการจัดซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้าง และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และรายจ่ายลงทุนสำหรับแต่ละรายการเป็นไปตามตารางอำนาจอนุมัติที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท
  10. พิจารณาการนำสิทธิและทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปก่อภาระผูกพันใดกับบุคคล บริษัท ห้างร้าน หรือสถาบันการเงิน เพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริหารอนุมัติ ทั้งนี้การดำเนินการข้างต้นต้องเป็นไปตามขอบเขตอำนาจอนุมัติที่คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาอนุมัติแล้ว
  11. พิจารณาผลกำไร และขาดทุนของบริษัทฯ การเสนอจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลหรือเงินปันผลประจำปี เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการบริษัท รวมถึงที่ประชุมผู้ถือหุ้น (แล้วแต่กรณี) อนุมัติ
  12. ดำเนินการใดๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ตามการให้อำนาจจากคณะกรรมการบริษัท ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบายคณะกรรมการบริษัท

ทั้งนี้ การใช้อำนาจของประธานกรรมการบริหารดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถกระทำได้หากประธานกรรมการบริหารมีส่วนได้ส่วนเสียหรืออาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในลักษณะใดๆกับบริษัทในการใช้อำนาจดังกล่าว (ตามนิยามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และ/หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด) มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย และ/หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องประธานกรรมการบริหาร ไม่มีอำนาจอนุมัติการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยเรื่องดังกล่าวจะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น (แล้วแต่กรณี) เพื่ออนุมัติต่อไป ยกเว้นเป็นการอนุมัติรายการที่เป็นไปตามธุรกิจปกติและเงื่อนไขการค้าปกติซึ่งเป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนด

ขอบเขตหน้าที่ประธานกรรมการบริหาร

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management Policy)

จากการดําเนินงานในปัจจุบันของบริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จํากัด (มหาชน) ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ความเสี่ยงจากโรคระบาด ความเสี่ยงจากการภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยภายในการกําหนดกลยุทธ์การดําเนินงานของบริษัทฯ การบริหารจัดการข้อมูลภายใน และความเสี่ยงจากการปฏิบัติงาน เป็นต้น โดยเชื่อมั่นว่าการบริหารความเสี่ยงองค์กรเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จํากัด (มหาชน) สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในขณะเดียวกันก็ลดอุปสรรคหรือสิ่งที่ไม่คาดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในด้านผลกําไร การปฏิบัติงานและความเชื่อถือจากผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ต่อองค์กร การป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรขององค์กร ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบจัดการและควบคุมที่ดี เสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ลงทุน พนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

  1. บริษัทกำหนดให้ผู้บริหารและพนักงานในหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้ดูแลความเสี่ยง โดยจะต้องมีบทบาทและส่วนร่วมในการพัฒนาการบริหารความเสี่ยงขององค์กร และมีความเข้าใจในหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง
  2. จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนของการดำเนินงานตามหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) เพื่อช่วยลดโอกาสของการเกิดความเสี่ยงและผลกระทบจากความเสี่ยง ลดความไม่แน่นอนในผลการดำเนินงานโดยรวม และเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จ
  3. ดำเนินการและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงให้ประสบความสำเร็จทั่วทั้งองค์กร โดยการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ ในการบ่งชี้ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  4. ส่งเสริมและกระตุ้นให้การบริหารความเสี่ยงเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
  5. ในการนี้ คณะกรรมการบริษัทจึงได้จัดให้มีคู่มือการบริหารความเสี่ยง สำหรับกำหนดแนวทางการบริหารความเสี่ยงองค์กร หน้าที่และความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละส่วนงาน รวมทั้งรวบรวมตัวอย่างความเสี่ยงที่สำคัญและการจัดการของบริษัทในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานต่อไป

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร ประกอบด้วยกรรมการ ผู้บริหารและหน่วยงานทั้งหมดในองค์กร โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่กำกับดูแลให้มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพขึ้นในองค์กร เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อองค์กร และสร้างความมั่นใจว่ามีการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงนั้นๆ

หน้าที่ความรับผิดชอบตามโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

ผู้ที่เกี่ยวข้อง หน้าที่ความรับผิดชอบ
1.คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง 1) กำหนดนโยบายและกรอบการดำเนินงานการบริหารความเสี่ยงทุกประเภทของบริษัทฯ
  2) จัดวางรูปแบบโครงสร้างของการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ กำหนด กลยุทธ์ที่ใช้ในการบริหารความเสี่ยง และจัดทำระบบเตือนภัยของความเสี่ยงทุกประเภทเพื่อจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้ ให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ
  3) กำกับ ดูแล ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อทบทวนและพัฒนาระบบความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้มีการจัดทำ วิเคราะห์ ประเมินปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งความเสี่ยงที่มาจากภายนอกและที่จะเกิดขึ้นภายในบริษัทฯ
  4) ดำเนินการอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
  5) ติดตามความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กรและสร้างความมั่นใจว่ามีแผนจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
  6) ส่งเสริมนโยบายการบริหารความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจว่า กระบวนการบริหารความเสี่ยงได้รับการปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร
  7) ส่งเสริมพนักงานในหน่วยงานให้ตระหนักถึงความสำคัญของการ บริหารความเสี่ยง
  8) สร้างความมั่นใจว่าแผนการบริหารความเสี่ยงได้ รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วน
2. คณะกรรมการตรวจสอบ 1) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมเพื่อจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร
  2) กำกับดูแลและติดตามการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นอิสระ
  3) สื่อสารกับคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงที่สำคัญและเชื่อมโยงกับการควบคุมภายใน
3. หัวหน้างานและพนักงาน 1) ระบุและรายงานความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อกรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และนำแผนการบริหารความเสี่ยงไปปฏิบัติ
4. ผู้ตรวจสอบภายใน 1) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมต่อการจัดการความเสี่ยงและแผนจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามภายในองค์กร
  2) สร้างความมั่นใจว่ามีการควบคุมภายในที่เหมาะสมต่อการจัดการความเสี่ยงและแผนจัดการความเสี่ยงเหล่านั้นได้รับการปฏิบัติตามภายในองค์กร 2) สื่อสารกับหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง ดำเนินการตรวจสอบภายในตามแนวความเสี่ยง (Risk-based Internal Control) และรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบเป็นรายไตรมาส

ความหมายของการบริหารความเสี่ยง1

ความเสี่ยง (Risk) คือ เหตุการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งหากเกิดขึ้นจะมีผลกระทบในเชิงลบ (Risk) หรือในเชิงบวก (Opportunity) ต่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรทั้งในทางกลยุทธ์การปฏิบัติงาน และการเงิน ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ตัวอย่างเช่น ความผิดพลาดของข้อมูล ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การทุจริต การลงทุนใหม่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน หรือภัยธรรมชาติ

ความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร

การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนสำคัญของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดและผลกระทบต่อองค์กร และช่วยให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยการลดสิ่งที่ไม่คาดหวัง (Risk) จากการดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเชิงบวก (Opportunity) ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดย

  1. สามารถประเมินความเสี่ยงครอบคลุมความเสี่ยงจากทุกหน่วยงานทั่วทั้งองค์กรเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในภาพรวมและจัดการแบบบูรณาการ
  2. สามารถจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง
  3. คณะกรรมการและผู้บริหารมีความมั่นใจในการควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนธุรกิจโดยมีความเสี่ยงที่เหลืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  4. สนับสนุนหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) สามารถเพิ่มมูลค่าของกิจการและสร้างความมั่นใจต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

การบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร(Enterprise Risk Management : ERM) คือ กระบวนการที่ปฏิบัติโดยคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และบุคลากรทุกคนในองค์กร ในการระบุ ประเมิน จัดการ และติดตามความเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร เพื่อสามารถจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ และให้ได้รับความมั่นใจในการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผล เกิดจากปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้

  • การสนับสนุน - ผู้บริหารระดับสูงต้องสนับสนุน รวมทั้งแสดงความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง

1 PriceWaterhouseCoopers, แนวทางการบริหารความเสี่ยง, (ฉบับปรับปรุงตุลาคม 2547), 2.

  • กระบวนการ - มีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานขององค์กรได้ตลอดเวลา และสามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องทั่วทั้งองค์กร
  • บุคลากร - การบริหารความเสี่ยงเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ และการปฏิบัติโดยพนักงานในทุกระดับ โดยมีการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
  • การสื่อสาร - มีการสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวกับความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ โดยจัดให้มีการอบรมและใช้กลไกการบริหารทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง

เหตุแห่งความเสี่ยง2

วัตถุประสงค์ขององค์กรและสภาพแวดล้อมทางทางธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ความเสี่ยงที่องค์กรประสบอยู่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงทั้งหลายที่องค์กรต้องเผชิญเกิดขึ้นโดยมีเหตุแห่งความเสี่ยง (Risk Driver) ที่มาจากปัจจัยภายในองค์กร เช่นวัฒนธรรมองค์กร บุคลากร หรือ อาจมาจากปัจจัยภายนอกองค์กร เช่น เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง เหตุแห่งความเสี่ยงที่มีลักษณะต่างๆ แสดงเป็นภาพได้ดังนี้

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicator หรือ KRI) คือ เครื่องมือที่ใช้วัดกิจกรรมที่อาจทำให้องค์กรมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงอาจมีหลายตัวก็ได้ ขึ้นอยู่กับการระบุสาเหตุความเสี่ยง

ประโยชน์ของดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

  1. ใช้ในการพิจารณาทิศทางของความเสี่ยงว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง
  2. เป็นสัญญาณเตือน เพื่อนำไปสู่การค้นหาสาเหตุและปรับปรุงแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์
  3. ใช้สนับสนุนการวัดความเสี่ยงเชิงปริมาณ และกิจกรรมการควบคุมภายใน
  4. แสดงถึงความสัมพันธ์ของการจัดการความเสี่ยงในด้านต่างๆ ขององค์กร เช่น ด้านการปฏิบัติงานและการเงิน

ตัวอย่างของดัชนีชี้วัดความเสี่ยงหลัก

ความเสี่ยง ดัชนีวัดความเสี่ยงหลัก
ความผันผวนของรายได้ อัตราความพึงพอใจของลูกค้า

อัตราการร้องเรียนจากลูกค้า

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ผลิตสินค้าไม่ทันตามแผน ระยะเวลาในการจัดส่งวัตถุดิบล่าช้า

อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงล่วงเวลา

จำนวนของเสีย

ขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ

อัตราการหมุนเวียนของพนักงาน

จำนวนชั่วโมงในการฝึกอบรม

กระบวนการบริหารความเสี่ยง3

กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลประกอบด้วย 5 ขั้นตอนที่สําคัญ ดังนี้

3 Price Waterhouse Coopers

1.การกำหนดวัตถุประสงค์ (Objective Setting) การกำหนดวัตถุประสงค์ในระดับองค์กรสายงานหรือส่วนงาน จะต้องสอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายและเป้าหมายหลักขององค์กร อีกทั้งองค์กรควรมีการกำหนดวัตถุประสงค์และกลยุทธ์ให้ชัดเจนและสื่อสารให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในองค์กรเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันโดยใช้หลัก “ SMART ”

Specific เฉพาะเจาะจง

Measurable สามารถวัดได้

Alignment สอดคล้องกับนโยบายหรือเป้าหมายหลัก

Realistic สามารถทำให้สำเร็จผลได้จริง

Time-bound มีช่วงเวลากำกับที่เเน่นอน

2.การบ่งชี้ความเสี่ยง (Risk Identification) เป็นการค้นหาว่ามีความเสี่ยงใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการขององค์กร โดยครอบคลุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทุกประเภททั้งภายในและภายนอกองค์กรและครอบคลุมความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความเสียหายที่มีผลกระทบในเชิงลบต่อองค์กร ความไม่แน่นอนที่อาจมีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ และเหตุการณ์ที่อาจทำให้องค์กรเสียโอกาสในการได้สิ่งที่ดี ความเสี่ยงจำแนกได้เป็นหลายประเภท โดยแบ่งกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

1) ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีผลกระทบต่อเป้าหมายหรือแผนระยะยาว เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมัน การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ สภาวะเศรษฐกิจ เป็นต้น

2) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมการทำงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานและความสามารถในการปฏิบัติงานประจำวัน เช่น อุบัติเหตุ หรือภัยอันตราย (Hazard) เป็นต้น

3) ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk)

เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจและการเงิน เช่น ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย หรือสภาพคล่อง เป็นต้น

4) ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ (Compliance Risk)

เกิดจากการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ เช่น กฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3.การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) คือการพิจารณาความเสี่ยงที่มีอยู่ก่อนการควบคุมใดๆ (Inherent Risk) และความเสี่ยงที่คงเหลืออยู่หลังจากมีแผนจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติม (Residual Risk) โดยทำการประเมินระดับความรุนแรง ครอบคลุมถึงความมากน้อยของผลกระทบที่เกิดจากความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 มิติ ดังนี้

ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยง

โอกาสเกิดความเสี่ยง

ระดับ ระดับของโอกาส คำจำกัดความของแต่ละระดับ
5 สูงมาก (> 95%) คาดว่าเหตุการณ์นี้มีโอกาสเกิดขึ้นสูงมากในทุกสภาพการณ์
4 สูง (>50%-95%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นในสภาพการณ์ส่วนใหญ่
3 ปานกลาง (>25%-50%)

คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางเวลาเท่านั้น

2 ต่ำ (5%-25%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางเวลาเท่านั้น
1 ต่ำมาก (<5%) คาดว่าเหตุการณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อเกิดสภาพการณ์ผิดปกติ

ผลกระทบ

เกณฑ์การประเมิน 1
ต่ำมาก
2
ต่ำ
3
ปานกลาง
4
สูง
5
สูงมาก
ชื่อเสียง ภาพลักษณ์องค์กร ไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียง/ภาพลักษณ์ขององค์กร

 

อาจส่งผลกระทบด้านลบเพียงเล็กน้อย ส่งผลกระทบด้านลบในระยะสั้น ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีสาระสำคัญ ส่งผลกระทบด้านลบอย่างมีสาระสำคัญ และต่อเนื่องในระยะยาว
ความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ ไม่มีการชะงักงันของกระบวนการและการดำเนินงาน

 

มีผลกระทบเล็กน้อยต่อกระบวนการและการดำเนินงาน บริหารจัดการได้ มีนัยสำคัญต่อกระบวนการและการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการและการดำเนินงานอย่างรุนแรง เกิดความล่าช้าของการดำเนินงาน มีผลกระทบต่อกระบวนการและการดำเนินงานอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง เกิดความล่าช้าและไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย
การเงิน/ผลประกอบการ

เกิดผลกระทบมูลค่าต่ำกว่า 0.1 ลบ.

เกิดผลกระทบมูลค่า 0.1 ลบ. - 0.5 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่า > 0.5 ลบ. - 1.0 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่า > 1.0 ลบ. - 10 ลบ. เกิดผลกระทบมูลค่ามากกว่า 10 ลบ.
สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม มีการบาดเจ็บเล็กน้อย มีการบาดเจ็บเล็กน้อยในระดับปฐมพยาบาล มีการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ มีการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยสาหัส ต้องพักรักษาตัวในรพ. ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต
การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ไม่มีผลกระทบ/ไม่มีการละเมิดกฎระเบียบ มีการละเมิดกฎระเบียบเล็กน้อยและสามารถแก้ไขได้ /มีการตักเตือนโดยวาจา จากหน่วย งานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบเล็กน้อย/ไม่สามารถแก้ไขได้/มีการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบอย่างมีนัยสำคัญ/ไม่สามารถแก้ไขได้/ มีการแทรก แซงการบริหาร งานจากหน่วย งานกำกับดูแล มีการละเมิดกฎระเบียบอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบทางการเงินและชื่อเสียงองค์กร

3. การจัดการความเสี่ยง (Risk Response) เป็นการกำหนดแนวทางดำเนินการป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หรือหลายวิธีรวมกัน ด้วยหลักการ 4Ts ซึ่งได้แก่การยอมรับ การควบคุม การโอนย้าย หรือการหลีกเลี่ยง ความเสี่ยงนั้น

Take (การยอมรับ) Treat (การควบคุม)
ยอมรับความเสี่ยง ใช้วิธีการเดิมจัดการความเสี่ยง โดยไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพิ่ม การหาวิธีการควบคุมเพิ่มเติมเพื่อจัดการหรือลดผลลัพท์ที่ไม่ปรารถนาด้วยตนเอง หรือลดความเสี่ยงให้เหลือในระดับที่ต้องการ เช่นการจัดทำแผนฉุกเฉิน การจัดทำมาตรฐานความปลอดภัย

 

Transfer (การโอนย้าย) Terminate (การหลีกเลี่ยง)
การโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นช่วยแบ่งความรับผิดชอบ เช่น การทำประกันภัย การจ้างบุคคลภายนอกมาดำเนินการแทน (outsource)

ไม่ยอมรับความสี่ยงนั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ม

ในการกำหนดแนวทางการจัดการ จะต้องทำการวิเคราะห์ระดับความยอมรับหรือความพอใจในมาตรการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว (Degree of Acceptance) โดยเปรียบเทียบกับระดับความเสี่ยงและทรัพยากรที่มีอยู่โดยใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้

  • สีเขียว (Accepted Risk) มาตรการดีอยู่แล้วไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม
  • สีฟ้า (Mitigating Risk) ทำมาตรการเดิม แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงาน
  • สีส้ม (Volatile Risk) มาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องหามาตรการใหม่รองรับและ/หรือเปลี่ยนผู้รับผิดชอบ
  • สีแดง (Unaccepted Risk) ยังไม่มีมาตรการรองรับ

5. การติดตามและรายงานความเสี่ยง (Monitoring and Reporting) เป็นกระบวนการสุดท้ายเพื่อรายงานความเสี่ยงจากทุกหน่วยงานในองค์กรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจการบริหารความเสี่ยงได้นำไปปฏิบัติใช้ทั่วทั้งองค์กรและ เพื่อให้ผู้บริหารได้ทำการสอบทานสถานะของความเสี่ยงและสามารถตัดสินใจอย่างมีประสิทธิผลได้ทันเวลา สำหรับการติดตามการดำเนินงานตามแผนจัดการความเสี่ยงและทบทวนระดับความรุนแรงของความเสี่ยงมีการดําเนินการดังนี้

ความเสี่ยงระดับองค์กร

  1. ส่วนงานติดตามความก้าวหน้าของแผนจัดการความเสี่ยงและทบทวนระดับความเสี่ยงในการประชุมสายงาน
  2. คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ติดตามความเสี่ยงระดับองค์กรจากผู้ประสานงานความเสี่ยงประจำสายงาน (Risk Coordinator) เป็นรายไตรมาส
  3. สรุปและจัดทํารายงานความเสี่ยง ระดับองค์กรเสนอ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กร (RMC) เพื่อดูแลในภาพรวมและประธาน RMC นำเสนอผลสรุป และทบทวนความเสี่ยง มีการรายงานประชุมต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  4. แจ้งสายงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบถึงผลประเมินความเสี่ยงจากการประชุม RMC และความเห็นของกรรมการ

ความเสี่ยงระดับสายงาน/ส่วนงาน

  1. ผู้รับผิดชอบความเสี่ยง (Risk Owner) รายงานผลต่อผู้จัดการบริหารความเสี่ยง (Risk Manager) เพื่อทบทวนการดำเนินงานตามแผนจัดการความเสี่ยงและปรับลดระดับ ความเสี่ยงตามแผนที่กำหนดไว้
  2. คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง ติดตามความเสี่ยงระดับสายงาน/ส่วนงาน ที่ถึงกำหนดลดระดับความเสี่ยง Effective Date จาก Risk Coordinator เป็นรายไตรมาส

การรายงานความเสี่ยงสามารถใช้แผนผังความเสี่ยง แบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงและแบบฟอร์มรายงานความก้าวหน้าแผนจัดการความเสี่ยง (ดูตัวอย่างในภาคผนวก) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเข้าใจง่าย เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอกาสของการเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบของความเสี่ยง (Impact)

ตัวอย่างความเสี่ยงที่สําคัญและการจัดการของบริษัท

1. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

วัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อย คือ ทองแดง อลูมิเนียม ทองเหลือง เหล็กแผ่น และเม็ดพลาสติก โดยทองแดงเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อย เป็นสินค้าประเภท Commodity ที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงราคาซื้อขายตามราคาตลาดโลก ทั้งนี้จากสภาพเศรษฐกิจของโลก ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ราคาทองแดง อาจมีความผันผวนในอนาคต ซึ่งการผันผวนของราคาทองแดงอาจส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเพิ่มสูงขึ้นด้วย

การจัดการความเสี่ยง

ผู้บริหารของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้วางแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยสามารถลดความเสี่ยงจากราคาทองแดงที่มีความผันผวนในอนาคตโดย

  1. จับคู่ราคาซื้อทองแดงให้เท่ากับต้นทุนที่ใช้กำหนดราคาขาย โดยบริษัทสามารถเลือกซื้อทองแดงได้จากซัพพลายเออร์รายใหญ่ 3 ราย เพื่อให้ได้ราคาซื้อที่เท่ากับราคาขาย
  2. สั่งซื้อทองแดงในปริมาณที่ไม่เกินกว่าที่จะผลิตและขายให้กับลูกค้า โดยกำหนดให้มีการ ประชุมกับลูกค้าอย่างชัดเจนสำหรับจำนวนการซื้อและขายแต่ละเดือน
  3. ควบคุมการสั่งซื้อและการบริหารสินค้าคงคลังให้มีปริมาณสินค้าคงเหลือในมือน้อยที่สุด
  4. ลูกค้าสั่งจองทองแดงกับซัพพลายเออร์ โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยจะสั่งซื้อทองแดงตามราคาที่ลูกค้าสั่งจองและใช้ในการกำหนดราคาขายกับลูกค้า

2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่

บริษัทฯ มีลูกค้ารายใหญ่ xx ราย มียอดรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ xx หากลูกค้ารายนี้ยกเลิกหรือลดปริมาณการว่าจ้างลงอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทฯ

การจัดการความเสี่ยง

  1. สร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้ารายดังกล่าว โดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าในด้านคุณภาพ ราคา การส่งมอบตรงตามกำหนดเวลา ตลอดจนการบริการทั้งก่อนและหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นต่อบริษัทฯ
  2. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และแผนการผลิตร่วมกับลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น
  3. จัดหาลูกค้าใหม่เพิ่มเติม โดยการเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่ม ODM และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า

3. ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีการนำเข้าวัตถุดิบและจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนจึงอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานได้

การจัดการความเสี่ยง

จัดทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) ทั้งด้านซื้อวัตถุดิบ และการขายสินค้า

นโยบายบริหารความเสี่ยงองค์กร